หลังจากที่ได้รับรู้ถึง 'ความหมาย' ของงาน Show and Share กันแล้วในบทความที่แล้ว ตอน 1 บทความนี้จะมาเล่าถึงเบื้องหลังการดำเนินงานในมิติการจัดการความรู้เชิงสารสนเทศ
คณะทำงานฝ่ายเลขานุการได้รวบรวมผลงานจากหน่วยงานและกลุ่มงานต่าง ๆ ที่ประสงค์เข้าร่วมนำเสนอในงาน Show and Share 2026 รวมทั้งสิ้น 44 ผลงาน โดยกำหนดแบบฟอร์มให้แต่ละหน่วยงานกรอกข้อมูลรายละเอียดผลงาน เพื่อนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเข้าสู่รอบนำเสนอผลงาน
ในส่วนของการจัดการองค์ความรู้ คณะทำงานประกอบด้วย นางสาวอารยา ศรีบัวบาน นางสาวสิริปรียา กันตะปีติ พร้อมด้วยบุคลากรจากสำนักหอสมุด มจธ. อีก 2 ท่าน ได้แก่ นายฮานีฟ ไวยศิลป์ นักบรรณสารสนเทศ ผู้รับผิดชอบการเรียบเรียงบทความและออกแบบภาพหน้าปก และนายวรทัศน์ บุญไข่ นักเทคโนโลยีการศึกษา ผู้รับผิดชอบการบันทึกวิดีโอการนำเสนอประจำแต่ละบูธ
กระบวนการทำงานในมิติการจัดการความรู้เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานส่งเข้ามา โดยจำแนกประเด็นสำคัญออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
- มิติด้านกระบวนการเรียนรู้ เช่น แนวคิดที่มาของผลงาน สิ่งที่ได้เรียนรู้ หรือข้อค้นพบสำคัญ
- มิติด้านความเชื่อมโยงกับเป้าหมายองค์กร เช่น ความสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ และการสะท้อนการจัดการงานประจำ (Daily Management)
- มิติด้านผลลัพธ์และการต่อยอด
จากนั้นทีมงานได้รวบรวมประเด็นเหล่านี้เพื่อออกแบบชุดคำถามสำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกเพิ่มเติม เช่น ขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดคืออะไร ใช้ข้อมูลใดประกอบการตัดสินใจ หากผู้อื่นจะนำแนวทางไปประยุกต์ใช้ควรเตรียมการอย่างไร และมีแนวทางพัฒนาต่อยอดในอนาคตอย่างไร กระบวนการดังกล่าวสะท้อนการแปลงความรู้จากประสบการณ์ปฏิบัติงานให้เป็นข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน
ในวันที่ 8 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นรอบนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการ ทีมงานได้ดำเนินการจดบันทึก บันทึกเสียง และร่างเนื้อหาเบื้องต้น โดยนำเครื่องมือ Generative AI เข้ามาสนับสนุนกระบวนการทำงาน ได้แก่ โปรแกรม Transkriptor สำหรับถอดเทปและสรุปเนื้อหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องของข้อมูล ต่อมาในวันที่ 22 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันจัดงาน Show and Share อย่างเป็นทางการ ณ อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX) ทีมงานได้นำร่างเนื้อหาที่เตรียมไว้ไปให้แต่ละบูธตรวจสอบความถูกต้อง พร้อมทั้งสัมภาษณ์เพิ่มเติมเพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนทั้ง 44 ผลงาน
ภายหลังการเก็บข้อมูลครบถ้วน ได้มีการออกแบบรูปแบบสารสนเทศสำหรับการเผยแพร่ โดยกำหนดให้แต่ละผลงานนำเสนอในลักษณะ “บทความประกอบวิดีโอ” พร้อมลิงก์เชื่อมโยงข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย วิดีโอการนำเสนอถูกตัดต่อและเผยแพร่ผ่าน YouTube ในรูปแบบ unlisted ขณะที่ไฟล์โปสเตอร์และเอกสารประกอบถูกนำเข้าสู่คลังสารสนเทศดิจิทัลของสำนักหอสมุด มจธ. เพื่อสร้าง URL สำหรับการอ้างอิงและเชื่อมโยงถาวร อีกทั้งเชื่อมโยงเข้ากับระบบบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย (KIRIM: KMUTT Integrated System for Research and Innovation Management) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลบุคลากรและผลงานของมหาวิทยาลัย โดยมีการใช้เครื่องมือ Generative AI เช่น ChatGPT และ NotebookLM เพื่อช่วยปรับเนื้อหาให้มีความชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย และครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งหมด จนพัฒนาเป็นชุดเนื้อหาเผยแพร่ภายใต้ชื่อ Series: Show and Share 2026
ในภาพรวม กระบวนการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการความรู้ในมิติของ “สารสนเทศ” อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ความรู้จากการปฏิบัติงานจริงถูกแปลงให้เป็นข้อมูลที่มีโครงสร้าง สามารถจัดหมวดหมู่ ค้นคืน และเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นรูปธรรม การวิเคราะห์เนื้อหาทั้ง 44 ผลงานยังพบว่า สามารถจัดกลุ่มตามแกนยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัยได้ 3 หมวด ได้แก่
- KMUTT Educational Transform การพลิกโฉมการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ต่อรูปแบบการเรียนการสอน
- KMUTT High Performance Organization การปรับปรุงงานเพื่อยกระดับองค์กรสู่สมรรถนะสูง เป็นหมวดหมู่ส่วนใหญ่ของผลงานที่นำเสนอ
- KMUTT High Impact Research and Innovation การสร้างผลกระทบสูงด้านวิจัยและนวัตกรรม
เมื่อพิจารณาตามธีม 3I (Integrate – Innovate – Impact) พบว่า จาก 44 ผลงาน มีจำนวน 36 ผลงานที่สะท้อนการบูรณาการและการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน ซึ่งมักควบคู่กับการสร้างนวัตกรรมและผลกระทบ รองลงมามี 31 ผลงานที่เน้นการสร้างผลกระทบเป็นหลัก และ 27 ผลงานที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมหรือแนวทางใหม่ในการทำงาน ดังนั้น งาน Show and Share 2026 จึงมิได้เป็นเพียงเวทีนำเสนอผลงาน หากแต่เป็นกระบวนการที่สามารถเชื่อมโยง “คน” เข้ากับ “ระบบ” ทำให้ความรู้จากการปฏิบัติงานถูกจัดการในรูปแบบสารสนเทศที่มีโครงสร้าง เชื่อมโยง และนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างยั่งยืน
สำหรับข้อมูลผลงานที่ได้รับรางวัลในแต่ละด้าน ได้แก่
1. รางวัลกระบวนการต้นแบบที่สามารถขยายผลได้ยอดเยี่ยม จำนวน 1 รางวัล
Earn Verified Micro-Credentials for Your Future
2. รางวัลผลกระทบเชิงองค์กรสูงสุดยอดเยี่ยม จำนวน 1 รางวัล
iSVSS - International Student Visa Support System
3. รางวัลผลงานเชิงกลยุทธ์ยอดเยี่ยม
1) Central Instrument Management System website (CIMS)
2) ระบบติดตามการจ่ายเงิน มจธ. (KMUTT Payment Tracking)
3) ระบบยุทธศาสตร์ แผนและงบประมาณของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และแดชบอร์ด (Dashboard) K-STG: KMUTT Strategy, Transformation and Goal
4) การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัยในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์พื้นฐานระดับปริญญาตรีแบบโมดูล
5) การสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อน Daily Management
4. รางวัลการทำงานข้ามหน่วยงานยอดเยี่ยม
ผลงานที่ได้รับรางวัล Rising Star จำนวน 12 รางวัล ได้แก่
1) Innovation Tools for Productivity
2) ETS Tech Integration: Inspire Teaching Through Technology
3) Digital Open House Platform
4) เครื่องมือการวางแผนการพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan: IDP)
5) โครงการพัฒนาระบบการจัดการฝึกงานโดยใช้ข้อมูลความคิดเห็นจากนักศึกษาและสถานประกอบการ
6) KMUTT CAPS
7) ระบบตรวจสอบครุภัณฑ์อัจฉริยะด้วย AppSheet เพื่อสนับสนุนการทำงานแบบดิจิทัล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มจธ.
9) ยกระดับการจัดทำรายงานการประชุมด้วย AI
10) MC จากแผนสู่ผลลัพธ์ ด้วยแนวคิดการบริหารความเสี่ยง
11) เครื่องมือสืบค้นรายการวัสดุ ครุภัณฑ์ ตามจำแนกประเภทรายจ่ายของมหาวิทยาลัย
12) Decentralization and Strategic HR Transformation
เมื่อพิจารณากระบวนการดำเนินงานผ่านกรอบแนวคิดวงจรการสร้างความรู้ SECI Model ของ Nonaka and Takeuchi (1995) จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานของทีมจัดการความรู้ในครั้งนี้สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการออกแบบกระบวนการ SECI ในลักษณะเชิงระบบ โดยครอบคลุมทั้ง 4 กระบวนการ ได้แก่ Socialization, Externalization, Combination และ Internalization
ในมิติของ Socialization เวที Show and Share ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ผ่านประสบการณ์ตรงจากการเยี่ยมชมบูธ การพูดคุยแลกเปลี่ยน และการนำเสนอผลงาน Best Practice ซึ่งเอื้อต่อการเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร
ต่อมาในขั้น Externalization ทีมจัดการความรู้ได้เข้าไปสัมภาษณ์เชิงลึก สกัดประสบการณ์และบทเรียนจากผู้ปฏิบัติงาน และแปลงความรู้ฝังลึกดังกล่าวให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษรและสื่อวิดีโอ ทำให้ความรู้ที่เดิมอยู่ในตัวบุคคลกลายเป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
ในขั้น Combination ความรู้ที่ถูกถอดออกมาแล้วได้รับการจัดระบบอย่างเป็นโครงสร้าง ผ่านการจัดหมวดหมู่ กำหนดคำค้น สร้างลิงก์เชื่อมโยง และบูรณาการเข้าสู่แพลตฟอร์มสารสนเทศของมหาวิทยาลัย กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกันในระดับองค์กร
ท้ายที่สุด ในขั้น Internalization ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นเอื้อต่อการนำความรู้ไปใช้จริง หน่วยงานสามารถค้นหา Best Practice ที่เกี่ยวข้องกับบริบทหรือปัญหาของตน นำไปประยุกต์ใช้ และพัฒนาเป็นวิธีการทำงานใหม่ ซึ่งส่งผลให้ความรู้ชัดแจ้งถูกหลอมรวมกลับไปเป็นความรู้ฝังลึกของผู้ปฏิบัติงานอีกครั้ง
ดังนั้น กระบวนการทั้งหมดจึงสะท้อนลักษณะของ “KM Pipeline” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ เวที → การสกัดความรู้ → การจัดระบบสารสนเทศ → การนำไปใช้ประโยชน์ โดยทำให้การจัดกิจกรรมมิได้จบลงที่การนำเสนอผลงาน แต่ขยายผลไปสู่การหมุนเวียนองค์ความรู้ในระดับองค์กรอย่างต่อเนื่อง
งาน Show and Share อาจเป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องไปอีกหลายปี แต่การได้ถอดบทเรียนและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบจะช่วยให้งานมีความหมายมากกว่าการจัดกิจกรรมเพียงครั้งหนึ่ง และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนหวังว่าแนวคิดและกระบวนการที่ได้ริเริ่มในครั้งนี้ จะสามารถขยายผลและต่อยอดในกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะในบทบาทที่สำนักหอสมุด มจธ. จะได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน
โดย นางสาวอารยา ศรีบัวบาน
ประธานคณะทำงานฝ่ายจัดการองค์ความรู้
ของคณะทำงานจัดกิจกรรม Show and Share 2026
บรรณานุกรม
Nonaka, I and Takeuchi, H. (1995). The Knowledge- Creating Company: How Japanese Companies Create the Dynamics of Innovation. Oxford: Oxford University Press.
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนี สรรพสิทธิประสงค์. (2550). ศาสตร์และศิลป์เพื่อการพัฒนาแผนกลยุทธ์ภายใต้การจัดการความรู้ในหน่วยงาน. กรุงเทพฯ: รำไทยเพรส.
มงคลชัย วิริยะพินิจ. (2565). สะท้อนการจัดการความรู้จาก 'ความท้าทาย'. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์.
Categories
Hashtags