Innovation Tools for Productivity
เมื่อเครื่องมือดิจิทัลช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ทำงานได้เร็วขึ้น
การทำงานของห้องสมุดในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลหนังสือหรือให้บริการยืม–คืนอีกต่อไป แต่เป็นการทำงานที่ต้องเชื่อมโยงทั้ง “งานหน้าบ้าน” และ “งานหลังบ้าน” เข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การให้บริการผู้ใช้ การดูแลพื้นที่และกิจกรรมการเรียนรู้ ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรสารสนเทศ ข้อมูล และองค์ความรู้ภายในองค์กร
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ต้องรับมือกับความคาดหวังของผู้ใช้บริการที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และข้อมูลที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ทีมงานก็ต้องจัดการกับกระบวนการภายในที่ซับซ้อน หากไม่มีระบบที่ดี งานจำนวนมากจะกลายเป็นงานซ้ำซ้อน ใช้เวลา และยากต่อการติดตาม
ไม่ได้เริ่มจาก “เครื่องมือ” แต่เริ่มจาก “ปัญหา”
แนวทางสำคัญของสำนักหอสมุดคือ ไม่เลือกเทคโนโลยีก่อน แต่เริ่มจากการตั้งคำถามร่วมกันในทีมว่า
- ผู้ใช้บริการติดขัดตรงไหน
- กระบวนการทำงานภายในช้าหรือซับซ้อนเกินไปอย่างไร
- งานใดที่ควรถูกลดขั้นตอนหรือทำให้ง่ายขึ้น
กระบวนการพัฒนานวัตกรรมจึงเริ่มจาก 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
- กำหนดเป้าหมายการให้บริการร่วมกัน โดยยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลางและมี Service Mind
- ระบุบริการหรือผลลัพธ์ที่ต้องการส่งมอบ
- วิเคราะห์ Gap และ Pain Point จากข้อมูลและ Feedback ของผู้ใช้
- ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ตอบโจทย์มากขึ้น
- เรียนรู้และเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสม
เมื่อโจทย์ชัด เครื่องมือจึงกลายเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ภาระใหม่ของทีมงาน
เครื่องมือดิจิทัลกับการยกระดับงานหลังบ้าน
งานหลังบ้านเป็นส่วนที่ใช้เวลาและทรัพยากรมาก แต่กลับมองไม่เห็นจากภายนอก สำนักหอสมุดจึงนำเครื่องมือดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ทีมได้โฟกัสกับงานเชิงวิเคราะห์และพัฒนา
ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนคือ
- Transkriptor AI ใช้ถอดความเสียงจากบทสัมภาษณ์หรือการประชุม แยกผู้พูด ระบุเวลา ช่วยลดเวลาการทำงานจากที่เคยใช้เป็นวัน เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
- NotebookLM ช่วยสรุปประเด็น จัดเรียงเนื้อหา แสดงความเชื่อมโยงของข้อมูล และสร้างแผนที่ความคิด เพื่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนภายในทีมได้ง่ายขึ้น
ในด้านการติดตามงานและระบบอัตโนมัติ มีการใช้เครื่องมืออย่าง
- AppSheet / Microsoft Power Apps เพื่อสร้างระบบติดตามสถานะงาน แจ้งเตือนอัตโนมัติ และช่วยให้หัวหน้าทีมเห็นภาพรวมการทำงานได้ชัดเจน
- AppScript / Power Automate สำหรับตอบกลับผู้ใช้บริการอัตโนมัติ เช่น การลงทะเบียนกิจกรรมหรือการจองอุปกรณ์ ลดการใช้แรงงานคนในงานซ้ำๆ
- Microsoft Planner เพื่อแบ่งงาน กำหนดงานย่อย และติดตามความคืบหน้าของทีมอย่างเป็นระบบ
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้การทำงานหลังบ้านมีโครงสร้าง ชัดเจน และโปร่งใสมากขึ้น
หน้าบ้านที่สื่อสารง่ายขึ้น และผู้ใช้มีส่วนร่วมมากขึ้น
นอกจากงานภายในแล้ว การสื่อสารกับผู้ใช้บริการก็เป็นอีกจุดสำคัญที่ต้องพัฒนาให้ทันสมัยและเป็นมิตร Traffy Fondue สำหรับหอสมุด ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางแจ้งซ่อมและแจ้งปัญหา ผู้ใช้สามารถถ่ายรูป ระบุตำแหน่ง และติดตามสถานะการดำเนินงานได้ด้วยตนเอง ช่วยลดการโทรสอบถาม และทำให้การสื่อสารเป็นสองทางอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน Padlet ถูกใช้เป็นเครื่องมือรวบรวม Feedback จากกิจกรรมต่าง ๆ แทนการใช้ Post-it แบบเดิม ข้อดีคือข้อมูลถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัลทันที สามารถจัดกลุ่ม วิเคราะห์ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบเรียลไทม์
บทเรียนสำคัญ: เครื่องมือดี ต้องมาพร้อมคนที่พร้อมเรียนรู้
จากการดำเนินงาน สิ่งที่สำนักหอสมุดเรียนรู้ชัดเจนคือ เทคโนโลยีเป็นเพียง “เครื่องมือ” แต่ความสำเร็จเกิดจาก “คน”
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดผลจริง ได้แก่
- บุคลากรที่เปิดใจเรียนรู้และพร้อมปรับตัว
- การเริ่มต้นจาก Pain Point ของผู้ใช้ ไม่ใช่จากความชอบของเทคโนโลยี
- การทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- การให้ความสำคัญกับ Feedback และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้
- การผสานการทำงานระหว่างระบบและทีม (Integration)
เมื่อคนในทีมตัดสินใจร่วมกัน และเลือกใช้เครื่องมืออย่างยืดหยุ่น เทคโนโลยีจึงกลายเป็นพลังเสริม ไม่ใช่ภาระ
เครื่องมือเปลี่ยนงาน แต่คนเปลี่ยนองค์กร
Innovation Tools for Productivity ไม่ได้หมายถึงการใช้เครื่องมือให้มากที่สุด แต่คือการใช้ให้ “เหมาะสมที่สุด” กับบริบทของงานและผู้ใช้
เมื่อระบบหลังบ้านทำงานได้ดี หน้าบ้านก็ให้บริการได้ดีขึ้น และเมื่อคนในองค์กรทำงานร่วมกันอย่างเข้าใจ เครื่องมือดิจิทัลก็จะสร้างคุณค่าได้จริง นี่คือหัวใจของการพัฒนาห้องสมุดให้พร้อมกับการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน
ผู้ให้ข้อมูล : กรรณิการ์ แสงทอง
Series : Show&Share2026
ผู้เรียบเรียง : นางสาวสิริปรียา กันตะปีติ
Categories
Hashtags