เมื่อฝุ่น PM 2.5 มองไม่เห็น แต่ความกลัวกลับสัมผัสได้
Published: 14 September 2026
0 views

ผลงานสร้างสรรค์ “ความหนาแน่นเชิงสัมผัสของความกลัว PM 2.5” ศิลปะนามธรรมที่เปลี่ยนมลพิษในอากาศให้กลายเป็นความรู้สึกผ่านพื้นผิว สี และมวลของจิตรกรรม

ลองจินตนาการถึงวันที่ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน เราอาจมองเห็นอากาศขมุกขมัว รู้สึกแสบจมูก หรือไอเมื่อออกไปข้างนอก แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ฝุ่น PM 2.5 จำนวนมากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนก็ตาม

ฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกไม่มั่นคง ความกังวล และความกลัวต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของเราในทุกวัน

ผลงานสร้างสรรค์ชุด “ความหนาแน่นเชิงสัมผัสของความกลัว PM 2.5” ของ อาจารย์มานัส แก้วโยธา กลุ่มสาขาการวิจัยเชิงกลยุทธ์: ศิลปะและการออกแบบนวัตกรรม (สังคมแห่งการเรียนรู้และสร้างสรรค์)สื่อสร้างสรรค์ (ศิลปะและการออกแบบนวัตกรรม) โครงการร่วมบริหารหลักสูตรมีเดียอาตส์และเทคโนโลยีมีเดีย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้นำประเด็นดังกล่าวมาถ่ายทอดผ่านจิตรกรรมนามธรรม โดยไม่ได้พยายามวาดภาพฝุ่นให้เหมือนจริง แต่เลือกใช้สิ่งที่ผู้ชมสามารถมองเห็นและจินตนาการถึงได้ เช่น พื้นผิวที่หยาบกร้าน รอยแตกร้าว รูพรุน และมวลสีที่ทับถมกัน

ความน่าสนใจของผลงานอยู่ที่การเปลี่ยนสิ่งซึ่งโดยปกติรับรู้ผ่านตัวเลขหรือข้อมูลคุณภาพอากาศ ให้กลายเป็นประสบการณ์ทางศิลปะที่กระตุ้นความรู้สึก กล่าวง่ายๆ คือ จากเดิมที่เราเห็นเพียงค่า PM 2.5 บนหน้าจอ ผลงานพยายามทำให้เรา “รู้สึก” ถึงความหนาแน่น ความอึดอัด และภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ในอากาศ

วัตถุประสงค์และวิธีวิจัย: แปลภาษาของฝุ่นให้กลายเป็นภาษาของศิลปะ

ผลงานชุดนี้มีลักษณะเป็นการศึกษาผ่านการสร้างสรรค์และการวิเคราะห์ตีความทางสุนทรียศาสตร์ โดยมุ่งสำรวจว่า ศิลปะนามธรรมสามารถถ่ายทอดความกลัวจากมลพิษทางอากาศได้อย่างไร แม้ผู้ชมจะไม่สามารถมองเห็นอนุภาคฝุ่นจริงๆ ก็ตาม

วัตถุประสงค์สำคัญ :

  1. สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษทางอากาศ PM 2.5 กับความรู้สึกกลัวและความพรั่นพรึง
  2. พัฒนาภาษาทางศิลปะที่ใช้พื้นผิวและความหนาแน่นของวัสดุเป็นเครื่องมือสื่อสาร
  3. วิเคราะห์ความหมายของสี รูปทรง รอยแตกร้าว และกระบวนการสร้างสรรค์ในฐานะตัวแทนของความเสียหายทางร่างกายและสิ่งแวดล้อม
  4. ถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษจากสิ่งที่เป็นนามธรรมและวัดค่าได้ ไปสู่ประสบการณ์ที่ผู้ชมสามารถรับรู้ทางอารมณ์


ภาพที่ 1 : วัสดุอุปกรณ์

ภาพที่ 2 : การสร้างสรรค์ด้วยสีโดยเริ่มจากการเทหรือหยอดสีลงบนรูปทรงดินสอพองที่สร้างไว้

ศิลปะช่วยให้สังคมตระหนักถึงฝุ่นได้อย่างไร

  • การเรียนรู้สำหรับนักศึกษา

ใช้เป็นกรณีศึกษาในรายวิชาศิลปะ การออกแบบ สุนทรียศาสตร์ หรือการออกแบบเพื่อสังคม เพื่อทำความเข้าใจว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมสามารถนำมาตีความและสื่อสารผ่านงานสร้างสรรค์ได้อย่างไร

  • สื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เข้าถึงง่าย

ผลงานศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนาเกี่ยวกับฝุ่น PM 2.5 ช่วยให้ผู้ชมเชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์กับความรู้สึกและประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน

  • ต่อยอดงานออกแบบและนิทรรศการ

แนวคิดเรื่องพื้นผิว ความหนาแน่น และสี สามารถนำไปพัฒนาเป็นงานศิลปะจัดวาง นิทรรศการเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือสื่อสร้างสรรค์ที่ชวนให้ผู้ชมตระหนักถึงมลพิษทางอากาศ

  • สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสังคม

ผลงานสามารถเป็นสื่อกลางให้ศิลปิน นักวิจัย นักศึกษา และประชาชนพูดคุยถึงผลกระทบของมลพิษ ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความรู้สึกของผู้คนที่ต้องเผชิญกับฝุ่นในชีวิตประจำวัน

       ผลงานนี้แสดงให้เห็นว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นปรากฏเป็นภาพเหมือนจริงเสมอไป แต่อาจทำให้เราเข้าใจสิ่งนั้นผ่านความรู้สึกได้ ความกลัวที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 จึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ร่างกาย และสิ่งแวดล้อม 

ท้ายที่สุด รอยแตกร้าวบนผืนผ้าใบไม่ได้เป็นเพียงร่องรอยของวัสดุ แต่เป็นคำเชื้อเชิญให้เราหันกลับมามองปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง เพราะภัยคุกคามที่เราไม่อาจมองเห็นได้ อาจกำลังส่งผลต่อชีวิตของเราอยู่ในทุกวัน

สิ่งที่ควรตระหนัก: ศิลปะช่วยกระตุ้นการรับรู้และการสื่อสารเรื่อง PM 2.5 แต่ไม่ได้ใช้แทนเครื่องวัดคุณภาพอากาศหรือหลักฐานทางการแพทย์ การป้องกันสุขภาพยังต้องอาศัยข้อมูลคุณภาพอากาศที่เชื่อถือได้และคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


สามารถติดตามผลงานการวิจัยของ อาจารย์มานัส แก้วโยธา ได้ที่ Link นี้

https://kirim.kmutt.ac.th/converis/portal/detail/Person/54425142?lang=de_DE

 

เอกสารอ้างอิง

มานัส แก้วโยธา. (2569). ความหนาแน่นเชิงสัมผัสของความกลัว PM 2.5. วารสารมนุษยสังคมศิลปาสาร, 8(2), 84-97.

Comments
To join the comment, please sign in.
Sign in
Don’t have an account? Register
Loading comments...