โบราณสถานและสถาปัตยกรรมทางศาสนาถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และอัตลักษณ์ของชาติ การอนุรักษ์และติดตามสภาพโครงสร้างของโบราณสถานจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ช่วยคงคุณค่าทางวัฒนธรรมให้สามารถสืบทอดไปยังอนุชนรุ่นหลังได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม โครงสร้างโบราณสถานจำนวนมากมักเผชิญกับปัญหาความเสื่อมสภาพอันเกิดจากอายุการใช้งาน สภาพแวดล้อม รวมถึงแรงกระทำทางกายภาพที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของโครงสร้างในระยะยาว ดังนั้น การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการสำรวจ ตรวจสอบ และประเมินสภาพโครงสร้างจึงมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์โบราณสถานในปัจจุบัน
ปัจจุบัน เทคโนโลยีการสแกนวัตถุสามมิติได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลรายละเอียดของโครงสร้างในรูปแบบกลุ่มจุดสามมิติ (Point Cloud) ได้อย่างแม่นยำและครอบคลุม ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง ตลอดจนประเมินค่าความเอียงหรือการเคลื่อนตัวของอาคารในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังสามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับแรงและเสถียรภาพของโครงสร้างภายใต้สภาวะต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ
บทความงานวิจัยเรื่อง “การติดตามสภาพโครงสร้างระยะยาวและการวิเคราะห์ด้วยวิธีการไฟไนต์เอลิเมนต์ของปาสาณเจดีย์ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยอาศัยข้อมูลการสแกนวัตถุ 3 มิติด้วยแสงเลเซอร์” ของ ผศ.ดร. ชุดาณัฏฐ์ สุดทองคง กลุ่มสาขาการวิจัยเชิงกลยุทธ์ : การผลิตและการก่อสร้างที่ชาญฉลาด (รูปแบบการวิจัยเชิงกลยุทธ์), อุตสาหกรรม 4.0 (การผลิตและการก่อสร้างที่ชาญฉลาด) โครงการร่วมบริหารหลักสูตรมีเดียอาตส์และเทคโนโลยีมีเดีย (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ) โดยงานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการประยุกต์ใช้ข้อมูลการสแกนวัตถุสามมิติสำหรับการติดตามสภาพโครงสร้างระยะยาวและการประเมินเสถียรภาพของปาสาณเจดีย์ ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยดำเนินการเก็บข้อมูลดิจิทัลในช่วงปี พ.ศ. 2563–2565 เพื่อนำมาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสภาพเจดีย์ รวมถึงสร้างแบบจำลองสามมิติสำหรับการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Abaqus ผลการศึกษาที่ได้จะเป็นแนวทางสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนงานอนุรักษ์และดูแลโบราณสถานของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

รูปที่ 1 : ปาสาณเจดีย์ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม


รูปที่ 2 จาก มติชนOnlineรปาสาณเ
ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการสแกนวัตถุสามมิติในการประยุกต์ใช้เพื่อติดตามสภาพโครงสร้างและประเมินเสถียรภาพของโบราณสถานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยข้อมูลกลุ่มจุดสามมิติที่ได้จากการสำรวจในช่วงปี พ.ศ. 2563–2565 สามารถนำมาใช้วิเคราะห์สภาพปัจจุบันของปาสาณเจดีย์ ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ได้อย่างละเอียด ทั้งในด้านมิติของโครงสร้างและค่ามุมเอียง ซึ่งผลการติดตามไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาการศึกษา สะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพของโครงสร้างในระดับที่น่าพอใจ
นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้แบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ผ่านโปรแกรม Abaqus ยังช่วยให้สามารถศึกษาการกระจายหน่วยแรง การเคลื่อนตัว และพฤติกรรมการสั่นของโครงสร้างได้อย่างเป็นระบบ อันเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินความมั่นคงของโบราณสถานในระยะยาว รวมถึงการวางแผนอนุรักษ์และบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม งานวิจัยนี้จึงนับเป็นแนวทางสำคัญในการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับงานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโบราณสถานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป
สามารถติดตามผลงานการวิจัยของ / ผศ.ดร. ชุดาณัฏฐ์ สุดทองคง ได้ที่ Link นี้
https://kirim.kmutt.ac.th/converis/portal/detail/Person/54050078?lang=de_DE
เอกสารอ้างอิง
ชนาธิป บินซาอิส, พีรสิทธิ์ มหาสุวรรณชัย, ชัยณรงค์ อธิสกุล, สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์, สมชาย ชูชีพสกุล, เชษฐ์ ติงสัญชลี, และชุดาณัฏฐ์ สุดทองคง. (2568). การติดตามสภาพโครงสร้างระยะยาวและการวิเคราะห์ด้วยวิธีการไฟไนต์เอลิเมนต์ของปาสาณเจดีย์ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยอาศัยข้อมูลการสแกนวัตถุ 3 มิติด้วยแสงเลเซอร์. วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 35(3), 1-17.
มติชน Online. (11 เมษายน 2564). ส่องเทคโนโลยี...3 มิติ บูรณะ 'ปาสาณเจดีย์' วัดราชประดิษฐฯ. https://www.matichon.co.th/local/education/news_2664274
Categories
Hashtags