
การทุ่มเททำวิจัยจนสำเร็จเป็นเพียงครึ่งทางของการค้นคว้า เพราะอีกครึ่งหนึ่งคือการเลือกแหล่งตีพิมพ์ที่เหมาะสม การเลือกวารสารที่ดีไม่เพียงช่วยให้ผลงานได้รับการยอมรับ แต่ยังเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยถูกนำไปอ้างอิงและต่อยอดได้กว้างขวางขึ้น ในการสืบค้นฐานข้อมูลและการเลือกวารสาร สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจตัวชี้วัดทางบรรณานิติ (Bibliometric) ซึ่งมีส่วนช่วยในการตัดสินใจได้อย่างมากค่ะ
วารสาร Q1 คืออะไร ทำไมใคร ๆ ก็อยากตีพิมพ์?
Quartile Score เป็นค่าวัดระดับวารสารวิชาการในแต่ละสาขาวิชา (Subject Categories) โดยจัดกลุ่มคุณภาพของวารสารออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งข้อดีของค่า Quartile คือสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบคุณภาพข้ามสาขาวิชาได้
- Q1 (Quartile 1): วารสารกลุ่ม Top 25% แรก ถือเป็นกลุ่มวารสารที่มีคุณภาพดีที่สุดในสาขานั้น ๆ (ตัวอย่างเช่น หากวารสารมี Percentile 83 จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Q1 อย่างชัดเจน)
- Q2 (Quartile 2): วารสารกลุ่ม Middle-high หรือกลุ่ม Top 26%-50% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพในระดับที่ 2
- Q3 (Quartile 3): วารสารกลุ่ม Middle-low หรือกลุ่ม 51%-75% เป็นวารสารคุณภาพระดับที่ 3
- Q4 (Quartile 4): วารสารกลุ่ม Bottom 25% เป็นกลุ่มวารสารที่มีคุณภาพในระดับต่ำที่สุดในสาขานั้น
ซึ่งการได้ตีพิมพ์ในวารสารกลุ่ม Q1 หรือ Q2 เป็นการการันตีคุณภาพของผลงาน ซึ่งมักมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาขอตำแหน่งทางวิชาการ การขอทุน หรือการประเมินผลงานขององค์กร
ตัวชี้วัดระดับวารสาร (Impact Factor & CiteScore)
Impact Factor (IF) หรือ Journal Impact Factor (JIF): คือค่าดัชนีที่ใช้วัดจำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารชื่อนั้นจะได้รับการอ้างอิงในแต่ละปี โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 2 และ 5 ปีล่าสุด ค่านี้มักถูกใช้เพื่อประเมินคุณภาพ เปรียบเทียบ และจัดอันดับวารสาร (Journal Ranking) เพื่อประกอบการตัดสินใจของนักวิจัย วารสารที่มีค่าเฉลี่ยการอ้างอิงสูงจะได้รับความนิยมมากกว่าวารสารที่มีค่าเฉลี่ยต่ำ
CiteScore: เป็นการวัดค่าเฉลี่ยการอ้างอิงของวารสารในช่วงเวลา 4 ปีล่าสุด ยิ่งมีค่าสูง ยิ่งแสดงว่าบทความในวารสารนั้นได้รับความนิยมและถูกนำไปอ้างอิงมาก
FWCI (Field-Weighted Citation Impact): คือตัวชี้วัดที่ใช้เทียบว่า งานวิจัยชิ้นหนึ่งถูกนำไปอ้างอิง (Citation) มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกในกลุ่มประเภทผลงาน ปีที่พิมพ์ และสาขาวิชาเดียวกัน ข้อมูลนี้ประมวลผลมาจากระบบ SciVal โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูล Scopus โดยมีเกณฑ์กลางคือ 1.00 ดังนั้น
- FWCI = 1.00 หมายความว่า บทความมีจำนวนการถูกอ้างอิงจริง เท่ากับ ค่าเฉลี่ยที่คาดหวังของผลงานประเภทเดียวกัน
- FWCI มากกว่า 1.00 หมายความว่า บทความมีจำนวนการถูกอ้างอิงจริง มากกว่า ค่าเฉลี่ยที่คาดหวังของผลงานประเภทเดียวกัน
- FWCI น้อยกว่า 1.00 หมายความว่า บทความมีจำนวนการถูกอ้างอิงจริง น้อยกว่า ค่าเฉลี่ยที่คาดหวังของผลงานประเภทเดียวกัน
ตัวชี้วัดระดับนักวิจัย (h-index) คือตัวชี้วัดผลกระทบรวมของนักวิจัย โดยพิจารณาจากจำนวนบทความที่มีการตีพิมพ์ (Number of Publications) และจำนวนครั้งที่ผลงานถูกอ้างถึง (Citation Count) ควบคู่กันไป
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น หากนักวิจัยมีค่า h-index = 10 หมายความว่า นักวิจัยท่านนั้นมีผลงานตีพิมพ์จำนวน 10 เรื่อง โดยที่ทุก ๆ บทความนั้นได้รับการอ้างอิงอย่างน้อย 10 ครั้งหรือมากกว่า ข้อมูลเหล่านี้จะปรากฏในฐานข้อมูลประเภทการอ้างอิงเท่านั้น สิ่งที่ควรทราบคือ ค่า h-index ของแต่ละฐานข้อมูล (เช่น ISI Web of Science, Scopus หรือ TCI ของประเทศไทย) จะไม่เท่ากัน เนื่องจากแต่ละฐานข้อมูลมีจำนวนวารสาร บทความ และการอ้างอิงในช่วงเวลาที่กำหนดแตกต่างกัน จึงทำให้ผลการคำนวณค่า h-index ออกมาแตกต่างกันไปด้วยค่ะ
นอกเหนือจากการดูตัวชี้วัดเหล่านี้แล้ว ฐานข้อมูลระดับโลกยังมีฟังก์ชันที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย เช่น การวิเคราะห์ความร่วมมือระหว่างนักวิจัยหรือประเทศ (Collaboration Analysis) และการวิเคราะห์คำสำคัญที่ใช้ในงานวิจัย (Keyword Analysis) ซึ่งช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของแวดวงวิชาการได้ชัดเจนขึ้น
การทำความเข้าใจเครื่องมือและตัวชี้วัดต่าง ๆ จะช่วยให้การวางแผนตีพิมพ์ผลงานวิจัยมีทิศทางที่ชัดเจนและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้น ปัจจุบันสำนักหอสมุด มจธ. มีบริการฐานข้อมูลที่ครอบคลุมการสืบค้นหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลดรรชนีและสาระสังเขปอย่าง Scopus ไปจนถึงฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็ม (Full text) อย่าง IEEE, ScienceDirect, ASCE และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อรองรับความต้องการของคณาจารย์และนักศึกษา หากท่านใดต้องการเรียนรู้เทคนิคการสืบค้นหรือการวิเคราะห์ค่าตัวชี้วัดเหล่านี้อย่างเจาะลึก สามารถติดตามตารางกิจกรรมอบรมของสำนักหอสมุดได้ผ่านทาง Facebook Fanpage สำนักหอสมุด มจธ. ได้เลยค่ะ
เรียบเรียงโดย นางสาวสิริปรียา กันตะปีติ
บทความนี้ใช้เครื่องมือ Gemini ช่วยในสรุป
Categories
Hashtags