ปลุกพลัง Risk DNA: ถอดบทเรียนการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรจาก AOT - EGAT - Chula
Published: 16 February 2026
0 views

เคยถามตัวเองไหมว่า “ทำไมต้องเป็นเราที่ทำเรื่องความเสี่ยง?”

บทความนี้จะพาชาว มจธ. ไปหาคำตอบและปลุก “DNA ความเสี่ยง” ในตัวคุณ ผ่านวงเสวนาสุดเข้มข้นในงาน KMUTT Risk DNA Awakening Day ที่ได้กูรูตัวจริงจาก 3 องค์กรขนาดใหญ่ AOT (ท่าอากาศยานไทย), EGAT (กฟผ.) และ Chula (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มาแชร์ประสบการณ์แบบ “เจ็บจริง เจอกันมาจริง” ตั้งแต่การก้าวผ่านความท้อใจ ไปจนถึงเทคนิคขั้นเทพในการแยก “การควบคุมภายใน” ออกจาก “การบริหารความเสี่ยง” ให้ขาด!

1. จากเสียงในหัวว่า “อีหยังวะ” สู่โอกาสทางธุรกิจ

เชื่อว่าหลายคนที่เป็น Risk Champion หรือผู้ประสานงานความเสี่ยง (Risk Coordinator) ต้องเคยมีเสียงในหัวว่า "ทำไมต้องเป็นเรา? งานเดิมก็เยอะแล้ว ทำไมต้องทำเอกสารเพิ่ม?"

คุณสายใจ (EGAT) และ คุณเอมอร (AOT) แชร์ตรงกันว่า ในช่วงเริ่มต้น (Initial Stage) ความท้าทายที่สุดไม่ใช่เรื่องเครื่องมือ แต่คือ Mindset และ Culture คนทำงานมักมองว่าเป็นภาระ แต่จุดเปลี่ยนคือการมองให้เห็นว่า “ความเสี่ยงคือเหรียญสองด้าน” ด้านหนึ่งคือวิกฤต แต่อีกด้านคือ “โอกาส” (Opportunity)

Key Takeaway: การบริหารความเสี่ยงไม่ใช่แค่การป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้าย แต่คือเครื่องมือช่วยมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ก้าวผ่านความท้อในช่วงแรกได้คือ Tone at the Top หรือวิสัยทัศน์จากผู้บริหารที่ต้องเอาจริงและเปิดใจรับฟัง (Empathy)

2. สูตรลับ: แยก "การควบคุมภายใน" vs "การบริหารความเสี่ยง" ให้ขาด

หนึ่งในคำถามโลกแตกของคนทำงานคือ “อันนี้งาน Audit หรือเปล่า? หรือเป็นงาน Risk?” คุณเอมอร (AOT) ให้สูตรแยกแยะที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ทันที:

Internal Control (การควบคุมภายใน): ให้ดูที่ "โอกาสเกิดบ่อย แต่ผลกระทบต่ำ" เช่น ปัญหาหน้างานรายวันที่เจอประจำ ให้แก้ด้วยการวางระบบกระบวนการภายใน

Risk Management (การบริหารความเสี่ยง): ให้โฟกัสที่ "โอกาสเกิดต่ำ แต่ถ้าเกิดแล้วผลกระทบมหาศาล" เช่น เครื่องบินตก หรือวิกฤตโรคระบาด ซึ่งต้องมีแผนเผชิญเหตุ (Contingency Plan) หรือแผนกู้คืนธุรกิจ (Recovery Plan)

3. ระบบที่ดี ไม่ใช่แค่โปรแกรมหรู แต่ต้อง "แจ้งเตือนทัน"

หลายคนคิดว่าการทำระบบความเสี่ยงต้องมี Software ราคาแพง แต่ คุณเอมอร (EGAT) และ ดร.อวิรุทธ์ (Chula) ยืนยันว่า หัวใจสำคัญคือ “กระบวนการที่ทำซ้ำได้” (Repeatable Process) และต้องมีระบบ Early Warning System

Case Study (EGAT): เมื่อเป้ารายได้เปลี่ยนกะทันหันเพราะลูกค้าเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงิน ระบบความเสี่ยงที่ดีต้องเตือนทันที (Early Warning) เพื่อให้ผู้บริหารปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที ไม่ใช่รอจนจบไตรมาสแล้วค่อยรู้ตัว

Case Study (Chula): การบริหารทรัพย์สินจำนวนมาก ความเสี่ยงไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่คือ Opportunity Loss หรือการเสียโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ให้คุ้มค่า ซึ่งระบบต้องเตือนได้ว่าพื้นที่ไหนเริ่มมีสัญญาณอันตราย

4. คนแบบไหนที่ทีมความเสี่ยงต้องการ?

คำตอบคือ “Growth Mindset” และคนที่ “พร้อมบวก” (ในทางที่ดี), งานความเสี่ยงมักเริ่มต้นด้วยเรื่องลบๆ หรือปัญหา ดังนั้นคนทำงานต้องมีทัศนคติเชิงบวก ชอบเรียนรู้ และที่สำคัญคือต้องมีทักษะการ “ฟัง” เพราะข้อมูลความเสี่ยงมักซ่อนอยู่ในเสียงบ่นของผู้ปฏิบัติงาน

"เราใช้ชีวิตทุกวันนี้ เราบริหารความเสี่ยงทั้งสิ้น... จะขับรถเส้นทางไหน หรือเช้านี้จะคุยกับแฟนเรื่องอะไรให้สดใสไปด้วยกัน นี่ก็คือการบริหารความเสี่ยงแล้ว" - คุณสายใจ (EGAT)

5. โมเดล 5C: สร้างวัฒนธรรมความเสี่ยงฉบับจุฬาฯ

การสร้างวัฒนธรรมความเสี่ยง (Risk Culture) ไม่ใช่แค่การจัดอบรม (Training) แต่ต้องฝังอยู่ในเนื้องาน ดร.อวิรุทธ์ (Chula) เสนอโมเดล 5C เพื่อสร้าง Ecosystem นี้ให้สำเร็จ:

1. Connect: เชื่อมโยงเจ้าภาพความเสี่ยง หน่วยงานตรวจสอบ และผู้บริหารเข้าด้วยกัน

2. Communicate: สื่อสารสองทาง รับฟังเสียงจากหน้างาน

3. Contribute: การทำความเสี่ยงต้องตอบโจทย์กลยุทธ์องค์กร ไม่ใช่ทำแยกส่วน

4. Co-learning: เรียนรู้ร่วมกัน แชร์ความผิดพลาดโดยไม่โทษกัน (No Blame Culture)

5. Commit: ต้องมีพันธสัญญาจากผู้บริหารและทุกคนในองค์กร

บทสรุป: ก้าวต่อไปของชาว มจธ.

ในตอนท้าย วิทยากรทั้ง 3 ท่านให้คะแนนระบบความเสี่ยงของตนเองไว้ที่ประมาณ 5-7 เต็ม 10 โดยมองว่าการมีระบบและทำตามเกณฑ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เป้าหมายสูงสุดคือการก้าวไปสู่ "Predictive Stage" หรือความสามารถในการ "พยากรณ์อนาคต" เพื่อเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ก่อนใคร

สำหรับชาว มจธ. การตื่นรู้ในวันนี้ (Awakening) คือก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนจาก "คนทำเอกสาร" มาเป็น "ผู้กำหนดทิศทางองค์กร" มาร่วมกันปลุก Risk DNA ในตัวคุณ เพื่อพาองค์กรของเราเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน


รับชมวิดีโอเสวนา “ทิศทางการบริหารความเสี่ยงองค์กร ความท้าทายใหม่ขององค์กรขนาดใหญ่และสถาบันการศึกษา” กรณีศึกษา Best Practices: AOT – EGAT – Chula”

ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=8QSgpCufkXs


โดย

• คุณเอมอร รุจิภัทรมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

• คุณสายใจ ธาตวากร ผู้อำนวยการฝ่ายแผนยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

• ดร. อวิรุทธ์ ฉัตรมาลาทอง ผู้อำนวยการศูนย์บริหารความเสี่ยง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปฏิภาณ แซ่หลิ่ม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารความเสี่ยงและสื่อสารยุทธศาสตร์ มจธ.

Categories

Comments
To join the comment, please sign in.
Sign in
Don’t have an account? Register
Loading comments...