ถอดรหัสอนาคต มจธ. สู่แผน 14: ปรับวิธีคิดแบบเอกชน สร้างสมรรถนะใหม่ ก้าวสู่ “องค์กรธุรกิจวิชาการเพื่อสังคม”
Published: 23 July 2026
6 views

Editor’s Review: มหาวิทยาลัยสร้างคุณค่า (Create Value) ให้สังคมมากมาย แต่ทำไมเราถึงยังติดกับดักเรื่องรายได้และงบประมาณ?

บทความนี้จะพาชาว มจธ. ไปหาคำตอบจากวงเสวนาสุดเข้มข้นในงาน KMUTT Strategy Day โดย คุณกลินท์ สารสิน (ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย) ที่มาเปิดมุมมองสไตล์การบริหารแบบภาคธุรกิจขนานแท้ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน (ที่ปรึกษามหาวิทยาลัย) ที่มาตีโจทย์วิสัยทัศน์ ในการนำ มจธ. ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่การเป็น "องค์กรธุรกิจวิชาการเพื่อสังคม (Social Academic Business Entity)" พร้อมเน้นย้ำการสร้าง "กันชนทางการค้า (Commercial Buffer)" เพื่อดึงมูลค่ากลับมาหล่อเลี้ยงองค์กร และชูแนวคิดหลัก "วัฒนธรรมองค์กรสำคัญกว่าโครงสร้าง"

มาร่วมสำรวจทิศทางอนาคตผ่านมุมมองที่สอดประสานกันของทั้งสองท่าน เพื่อขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์ฉบับที่ 14 ไปด้วยกัน


ประเด็นที่ 1 บทบาทมหาวิทยาลัยยุคใหม่... สิ่งใดต้อง "คงไว้" สิ่งใดต้อง "เปลี่ยนทิ้ง"?

โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ คุณกลินท์ สารสิน ย้ำว่าบทบาทที่ มจธ. ทำได้ดีและต้อง "คงไว้" คือการสร้างคนดีสู่สังคม เน้นการสอนให้ผู้เรียนมี EQ มากกว่า IQ, รู้จักทำงานร่วมกัน (Give More Than Take), และรักษามาตรฐานวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการทำวิจัยเพื่ออนาคต

แต่สิ่งที่ต้อง "เปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง" คือรูปแบบการจัดการศึกษา:

  • จาก "ผู้สอน" สู่ "Coach/Facilitator": อาจารย์ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับนักศึกษาและแนะนำวิธีคิดได้
  • จาก "การศึกษา 4 ปี" สู่ "Lifelong Learning Hub": มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่สำหรับคนทุกวัยที่ต้องการ Upskill/Reskill หรือแม้แต่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ
  • จาก "แยกคณะ" สู่ "หลักสูตร Buffet": ทลายกำแพงคณะ ปล่อยให้ผู้เรียนผสมผสานศาสตร์ต่างๆ เช่น วิศวกรรม ศิลปะ และการตลาด เข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่ต้องการคนที่มีทักษะหลากหลายข้ามสายงาน (T-Shaped Skills)


รศ.ดร.ศักรินทร์ เห็นด้วยกับภาคเอกชน และเน้นย้ำว่าสิ่งที่ต้องคงไว้คือการเป็น "คลังปัญญาของสังคม" ที่คอยตั้งคำถามและให้ปัญญากับสังคม มจธ. ขยับตัวเรื่อง Lifelong Learning และการวิจัยเชิงพาณิชย์มาได้ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่ปัญหาคือ "ทรัพยากรที่จำกัดและงบประมาณที่ลดลง" สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือบุคลากรทุกคนต้องมี "Entrepreneurial Mindset" (กรอบคิดแบบผู้ประกอบการ) ที่กล้าคิด กล้าทำสิ่งสร้างสรรค์ และทำให้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศ


ประเด็นที่ 2 ปลดล็อกความสำเร็จด้วยสมการ "Who Create Value vs. Who Capture Value?"

ไฮไลต์สำคัญของการเสวนา คุณกลินท์ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของ IBM ในยุค 80s ที่เป็นผู้ริเริ่มสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) แต่กลับปล่อยให้บริษัทเล็ก ๆ ในตอนนั้นอย่าง บริษัท Microsoft มาทำระบบปฏิบัติการ (DOS) และ บริษัท Intel มาทำไมโครชิป ผลลัพธ์คือปัจจุบัน Microsoft และ Intel กลับมีมูลค่าและกำไรมหาศาลกว่า IBM หรือกรณีตัวอย่างของประเทศไทยที่มีโรงแรมสวยงามมากมาย (Create Value) แต่กำไรส่วนใหญ่กลับตกไปอยู่กับแพลตฟอร์มจองที่พักต่างชาติอย่าง Agoda หรือ Booking.com (Capture Value)

รศ. ดร.ศักรินทร์ เสริมในจุดนี้ว่า ที่ผ่านมา มจธ. และคณาจารย์ออกไปช่วยเหลือ ลงพื้นที่สร้าง Value ให้ SME หรือชุมชนมากมาย เรา "Create Value" ได้มหาศาล แต่ปัญหาคือเรายังขาดกลไกในการ "Capture Value" หรือการดึงมูลค่าเหล่านั้นกลับมาหล่อเลี้ยงองค์กร

ดังนั้น ในแผน 14 มจธ. จำเป็นต้องสร้าง 'กันชนทางการค้า (Commercial Buffer)' หรือหน่วยงานที่มีสมรรถนะด้าน Sales & Marketing เชิงรุก เข้ามาเป็นตัวกลาง โดยที่อาจารย์ไม่ต้องทิ้งห้องแล็บไปเดินขายของเอง แต่เราต้องมีทีมที่ไปสร้าง "Strategic Partnership" กับบริษัทขนาดใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อดึงทรัพยากรกลับมาให้เราสร้างผลกระทบที่ใหญ่ขึ้นได้


ประเด็นที่ 3 "บัณฑิต" แบบไหนที่โลกและภาคธุรกิจต้องการ? : "พร้อมใช้" และมี "Trust Equation"

ภาคเอกชนต้องการบัณฑิตที่พร้อมทำงาน (Ready-to-Work) และมีทักษะการปรับตัวสูง (High Adaptability) สิ่งที่คุณกลินท์ฝากไว้เป็นไอเดียคือ "นักศึกษาทุกคนควรต้องฝึกงานหรือมี Summer Job ทุกปิดเทอม" เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จริงก่อนจบการศึกษา

นอกจากนี้ โลกอนาคตไม่ได้ต้องการแค่คนเก่งงาน แต่ต้องการคนที่มี "Mindset" ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะความเป็นคนที่ไว้ใจได้ (Trustworthy), มีทัศนคติแบบ Can Do Attitude, และเข้าใจความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า ซึ่งความเชื่อใจนี้สามารถสร้างได้ผ่านสมการ: Trust = (Care x Commitment) / Risk (ความเชื่อใจ = ความใส่ใจ x คำมั่นสัญญา ลดทอนด้วย ความเสี่ยง)

ในมุมมองจากภาควิชาการ มจธ. สามารถตอบโจทย์นี้ได้ผ่านการจัดการศึกษาแบบ Outcome-Based Education (OBE) ซึ่งจะสร้างทั้งทักษะวิชาชีพและความเป็นมนุษย์ เรามีพื้นฐานที่ดีจากการทำ Practice School และ Work-Integrated Learning (WiL) มากว่า 20 ปี... แต่สิ่งที่ต้องผลักดันเพิ่มคือ การสอนให้เด็กรู้จักวิเคราะห์และถกเถียงเรื่องปัญหาของสังคม โดยเฉพาะเรื่อง Governance (ความโปร่งใส) ในกรอบ ESG เพื่อให้บัณฑิตของเรามีบทบาทในการแก้ปัญหาสังคมอย่างแท้จริง


ประเด็นที่ 4 ก้าวต่อไปของ มจธ. สู่ "University for Society" และการขับเคลื่อนแผน 14

มจธ. มีเป้าหมายในการเป็น University for Society แต่ รศ.ดร.ศักรินทร์ ชี้ว่า ลำพังแค่ความตั้งใจดีหรือการทำแบบการกุศล (Charity) อาจไม่ยั่งยืนและสร้างผลกระทบวงกว้างไม่ได้

เราต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น องค์กรธุรกิจวิชาการเพื่อสังคม (Social Academic Business Entity) โดยแผน 14 จะสำเร็จได้ต้องอาศัย 3 เสาหลัก:

  1. ปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง: ภายใต้ปรัชญา "วัฒนธรรมองค์กรสำคัญกว่าโครงสร้าง (Places culture ahead of structure)" ต้องทลายข้อจำกัดของความเป็นภาควิชาหรือคณะแบบเดิม ๆ
  2. Data-Driven University: พัฒนาระบบข้อมูลองค์กรเพื่อนำ AI มาใช้ ให้เรารู้จักศักยภาพตัวเองดีพอที่จะไปต่อรองกับภายนอกได้
  3. Impact-Driven Promotion Track: ปรับปรุงระบบประเมินผลงานและเส้นทางความก้าวหน้าของบุคลากร ให้วัดผลจาก "การสร้างผลกระทบเชิงบวก" ต่อสังคม มากกว่าแค่เกณฑ์แบบเดิม ๆ


ในด้านการเปลี่ยนผ่านนี้ มุมมองจากภาคธุรกิจเสนอใช้จุดแข็งทางวิชาการเข้าไปแทรกซึมใน "Touch Point" หรือห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เราอาจนำเทคโนโลยีไปช่วยโรงแรมลดการใช้พลังงานในโรงแรม หรือจัดการขยะอาหาร (Waste Management) ซึ่งนอกจากจะช่วยสังคมแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้กลับเข้ามหาวิทยาลัยอีกด้วย


บทเรียนควันหลง "ฟุตบอลโลก" สู่ก้าวต่อไปของ มจธ.

ในช่วงท้าย คุณกลินท์ได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจจากการชมฟุตบอลโลก เพื่อให้ชาว มจธ. นำไปปรับใช้กับการทำงาน:

  1. The more you shoot, the more chance: ยิ่งพยายามยิงประตู ยิ่งมีโอกาสเข้าเป้า
  2. Teamwork is important: เก่งคนเดียวอย่างเมสซี่ก็ไม่รอด ถ้าขาดการทำงานเป็นทีม
  3. Keep the team young and fresh: องค์กรต้องรักษาความสดใหม่และกระตือรือร้นอยู่เสมอ
  4. Respect Roles & Regulation: เคารพกติกา ถ้าโดนใบแดงไล่ออก ตัวผู้เล่นน้อยกว่าก็แพ้แน่นอน

ที่สำคัญคือ "อย่ามัวแต่รอฟ้ารอฝนเรื่องงบประมาณ รัฐไม่ให้ เราก็ต้องหาเงินเองให้ได้"


บทสรุปส่งท้าย: บนโลกใบนี้มีคนอยู่ 3 ประเภท คือ

1. People who make things happen (คนที่สร้างสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้น) 2. People who watch things happen (คนที่ได้แต่มองดูสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น) และ 3. People who wonder what happened (คนที่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น)

ในยุคที่เวลาสั้นมาก เราชาว มจธ. ตัดสินใจได้ว่าอยากจะเป็นคนประเภทไหน?ความท้าทายในแผน 14 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเราผสานแนวคิดเรื่องการสร้างมูลค่าแบบเอกชน เข้ากับจิตวิญญาณเพื่อสังคมของ มจธ. เราจะเป็นองค์กรที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

รับชมวิดีโอเสวนา “บทบาทและทิศทางอนาคต สถาบันอุดมศึกษาไทยและก้าวต่อไปของ มจธ.” ได้ที่








Categories

Comments
To join the comment, please sign in.
Sign in
Don’t have an account? Register
Loading comments...