Editor’s Review: มหาวิทยาลัยยังมีหน้าที่อะไร... ในยุคที่ AI อาจฉลาดกว่ามนุษย์?
บทความนี้จะพาชาว มจธ. ไปร่วมหาคำตอบจากการปาฐกถาที่เปิดมุมมองระดับโลกของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่มาชวนพวกเราตั้งคำถามถึง "ตัวตน (Identity)" ของมหาวิทยาลัยในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวน พร้อมปลุกความกล้าหาญให้พวกเราก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้ตามวิวัฒนาการ สู่การเป็น "ผู้กำหนดอนาคต" ที่ไม่มีพื้นที่ว่างให้กับความฝันเล็ก ๆ อีกต่อไป #NoRoomForSmallDreams
1. มหาวิทยาลัยกำลังพาคน "ออกจากถ้ำ" หรือ "ขังไว้ในถ้ำ" ?
ดร.สุวิทย์ ได้หยิบยกแนวคิด "ถ้ำของเพลโต (Plato's Cave)" มาตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า มนุษย์เราอาจกำลังมองเห็นเพียง "เงา" ของความจริง และเข้าใจไปเองว่านั่นคือโลกทั้งใบ
คำถามสำคัญคือ หน้าที่ของมหาวิทยาลัยในวันนี้ กำลังช่วยให้ผู้คนหลุดพ้นออกจากถ้ำเพื่อไปเห็นความจริงที่แท้จริง (Reality) หรือเรากำลังขังพวกเขาให้อยู่ในถ้ำลึกกว่าเดิม? โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามามีบทบาท เราต้องตอบให้ได้ว่าเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยเปิดโลก หรือทำให้เราถูกครอบงำอยู่ในโลกสมมติมากขึ้น

ข้อมูลบทความประกอบการแลกเปลี่ยน
2. จาก Engineering สู่การเป็น "Imagineering University"
มจธ. มีจุดแข็งด้านวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) แต่การจะตอบโจทย์โลกอนาคตได้นั้น ต้องใช้ทั้งสมองซีกซ้ายและซีกขวา ดร.สุวิทย์ เสนอแนวคิดการปรับเปลี่ยน มจธ. ให้เป็น "Imagineering University" ซึ่งเกิดจากการผสานระหว่างจินตนาการ (Imagine) และวิศวกรรม (Engineering)
โดยมีกระบวนการขับเคลื่อน 4 ขั้นตอน คือ:
- Imagine: เริ่มต้นจากการกล้าจินตนาการถึงโลกอนาคต
- Invent: สร้างสรรค์และประดิษฐ์สิ่งใหม่
- Integrate: บูรณาการและเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกัน
- Implement & Impact: นำไปลงมือทำจริงเพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกระดับสังคมและระดับโลก (Social & Global Impact)

3. ก้าวข้าม AI ด้วย "Civilizational Intelligence"
เมื่อมหาวิทยาลัยเคยเป็นศูนย์รวมของปัญญามนุษย์ (Human Intelligence) แต่วันนี้เรามีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มหาวิทยาลัยจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การใช้ AI เป็นเครื่องมือทดแทนแรงงาน (Automation) หรือเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimization)
มจธ. ต้องก้าวไปสู่จุดที่มนุษย์และ AI สามารถทำงานร่วมกันเป็นหุ้นส่วน (Partner) เกิดเป็นวิวัฒนาการร่วม (Co-evolution) เพื่อสร้างสิ่งที่เหนือกว่า นั่นคือ "Civilizational Intelligence" หรือปัญญาแห่งอารยธรรม ที่ผสานความสามารถในการประมวลผลของเทคโนโลยี เข้ากับ "ความหมาย (Meaning)" และ "วิจารณญาณ (Wisdom)" ซึ่งมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สร้างได้

4. เลิกแค่ "เอาตัวรอด" แต่ต้อง "สร้างความหมาย" (Surviving vs. Signifying)
หนึ่งในกับดักที่มหาวิทยาลัยไทยมักติดหล่ม คือการบริหารงานเพียงเพื่อ "เอาตัวรอด (Surviving)" ด้วยการวิ่งตามเทรนด์ วิ่งตามตัวชี้วัด (KPIs) หรือวิ่งไล่ตามการจัดอันดับ (Ranking) ซึ่งเป็นเสมือน "การตอบคำถามที่ผิดได้ดีเยี่ยม แต่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร"
ดร.สุวิทย์ ชี้ว่า มจธ. ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) มุ่งสู่การ "สร้างนัยยะความสำคัญ (Signifying)" โดยต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (Civilizational Purpose) การจะเปลี่ยนองค์กรได้ ต้องขับเคลื่อนด้วย "พลังทั้ง 3 (Power of Three)" ได้แก่ Purpose (เจตจำนง) ที่จะเป็นคนกำหนดทิศทางของ Strategy (ยุทธศาสตร์) และทั้งสองสิ่งนี้จะไปหล่อหลอมให้เกิด Culture (วัฒนธรรมองค์กร) ที่แข็งแกร่งและมีวิญญาณ

บทสรุป: No Room for Small Dreams
หน้าที่ของมหาวิทยาลัยจากนี้ไป ไม่ใช่แค่การสอนหนังสือหรือผลิตนวัตกรรมเพื่อตลาดในอดีต แต่คือการสร้าง World Building หรือการร่วมสร้างอนาคตและอารยธรรม

ดังคำกล่าวที่ว่า "No room for small dreams" (ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับความฝันเล็กๆ) หาก มจธ. ต้องการทำงานที่ยิ่งใหญ่ เราจะทำเพียงลำพังไม่ได้ แต่ต้องผสานกำลังเครือข่าย (Collaborative Network) และปรับเปลี่ยนตัวเราเอง เพื่อไปเป็น "ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแห่งอารยธรรม (Civilization Changer)" อย่างแท้จริง
คุณพร้อมหรือยัง... ที่จะก้าวออกจากถ้ำและร่วมออกแบบอนาคตไปด้วยกัน?
รับชมวิดีโอปฐกถา วิสัยทัศน์การอุดมศึกษาไทย ได้ที่
Categories
Hashtags