Editor’s Review: จะเป็นอย่างไร ถ้านำแนวคิดการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรใหญ่ มาใช้กับ "โรงเรียน" ที่มีเด็ก ๆ เป็นหัวใจสำคัญ?
บทความนี้จะพาไปเปิดมุมมองใหม่ ๆ จากเวที Awakening Risk DNA ของหน่วยงานที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเล็กสุดอย่าง โรงเรียนดรุณสิกขาลัย (DSIL) นำโดย ดร.คมสัน รักศิริ (ครูขิง) และ คุณสิริรักษ์ คุ้มเมือง (ครูโอ๋) ที่มาเปลี่ยน Mindset ของคำว่า "ความเสี่ยง (Risk)" จากที่เคยมองว่าเป็นปัญหาหรือภาระ ให้กลายเป็น "Risk DNA" และเครื่องมือแห่งโอกาส
พร้อมข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการที่ชื่นชมว่า นี่คือการนำ "นวัตกรรม" มาขับเคลื่อนความเสี่ยงได้อย่างลงตัว
--------------------------------------------------------------------------------
1. จุดเริ่มต้น: เมื่อ Risk ไม่ใช่ความผิด แต่คือ "ข้อมูลและโอกาส"
ดรุณสิกขาลัยไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงเรียน แต่เป็น "Learning Lab" ที่ใช้ปรัชญาการเรียนรู้แบบ Constructionism จาก MIT สิ่งที่น่าสนใจคือ
ในอดีตโรงเรียนแทบไม่ได้พูดถึงเรื่องความเสี่ยงเลย แต่ปัจจุบัน DSIL มองว่า Risk DNA = Awareness (ความตระหนักรู้)

การบริหารความเสี่ยงไม่ใช่ขั้นตอนการทำงานที่เพิ่มภาระ แต่เป็นสิ่งที่สะท้อน "วิธีคิด" ขององค์กร ทำให้ทุกคนกล้าที่จะพูดถึงความเสี่ยงโดยไม่มองว่าเป็นความผิด เพราะถ้าปล่อยความเสี่ยงทิ้งไว้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่น คุณภาพการเรียนรู้ และความยั่งยืนของโรงเรียนในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
--------------------------------------------------------------------------------
2. สู้กับกระแสเด็กเกิดน้อย ด้วยจุดแข็ง "Project-Based Learning"
หนึ่งในความเสี่ยงหลักที่ DSIL เผชิญ (เหมือนกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ) คือ อัตราการเกิดที่ลดลงและการแข่งขันที่สูงขึ้น คณะกรรมการได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ทำไมในสภาวะเช่นนี้ โรงเรียนถึงยังตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักเรียนได้ถึง 288 คน (คิดเป็น 41%) ภายในปี 2569?
คำตอบของ DSIL คือการใช้กลยุทธ์เชิงรุกผ่าน การสื่อสารและการตลาด (PR & Branding) ควบคู่ไปกับ "จุดแข็งที่เลียนแบบได้ยาก" ได้แก่:
- สร้าง Awareness เชิงรุก: เน้นการทำคอนเทนต์สม่ำเสมอ ยิงแอดโฆษณา และจัด Open House จนสามารถเพิ่ม Impression และ View ทางออนไลน์ได้กว่า 150-200% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
- ชูจุดขายการเรียนรู้นวัตกรรม: เด็ก 1 คนต้องทำ 3 โปรเจกต์ต่อปี และต่อยอดไปสู่การทำ "งานวิจัย" ระดับ K-12 เพื่อตีพิมพ์ในเวทีวิชาการนานาชาติ สิ่งนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์แข็งแกร่ง และดึงดูดผู้ปกครองที่มองหาการศึกษาทางเลือกที่ตอบโจทย์โลกอนาคต
--------------------------------------------------------------------------------
3. เคล็ดลับลดความเสี่ยง: จาก "จับฉ่าย" สู่ "น้อยแต่มาก"
คณะกรรมการได้ชื่นชมและตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงปีแรก ๆ แผนความเสี่ยงของ DSIL มี "สีแดง" (ความเสี่ยงสูง) เยอะมาก แต่พอมาถึงปีล่าสุดกลับลดลงไปได้อย่างเห็นได้ชัด

ครูขิงได้ถอดบทเรียนเรื่องนี้ว่า ในช่วงเริ่มต้น (Initial Stage) โรงเรียนเลือกที่จะ "เก็บทุกเสียงและทุกเม็ด" เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม (Ownership) ของทุกคนในองค์กร... แต่เมื่อเวลาผ่านไป ได้มีการทำ Reflection ร่วมกัน และใช้การทำงานแบบข้ามสายงาน (Cross-functional) ระหว่างสายวิชาการและสายบริหาร เพื่อแยก "ปัญหาหน้างาน" ออกจาก "ความเสี่ยงระดับกลยุทธ์" ทำให้แผนในปีต่อ ๆ มามีความกระชับ โฟกัสถูกจุด และกลายเป็นแนวทาง "น้อยแต่มาก" ในที่สุด
--------------------------------------------------------------------------------
4. เสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะจาก "คณะกรรมการ"
ในเวทีแลกเปลี่ยน คณะกรรมการได้ให้ข้อเสนอแนะที่ช่วยยกระดับแผนความเสี่ยงของโรงเรียนให้ตรงจุดยิ่งขึ้น:
- ชื่นชมการร้อยเรียงเรื่องราว (Storytelling): กรรมการชื่นชมที่โรงเรียนสามารถนำ "เหตุผลของการมีอยู่ (Purpose)" ของโรงเรียน มาเล่าผูกกับเรื่องความเสี่ยง และถ่ายทอดลงมาเป็น Action Plan ที่มี KPI กำกับชัดเจนได้อย่างไร้รอยต่อ,,
- ประเด็นคลาสสิกเรื่อง Likelihood vs Impact: กรรมการแนะนำว่าควรมี "ข้อมูลสนับสนุน (Data Backup)" ในการประเมินโอกาสเกิด (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) เสมอ ซึ่งตัวแทนโรงเรียนก็ยอมรับว่าการประเมิน L และ I มักเกิดการถกเถียงกันระหว่างสายวิชาการและบริหารเสมอ แต่เมื่อทุกคนมี "Awareness" เป็นฐานร่วมกัน ก็จะสามารถหาจุดสมดุลตรงกลางได้
- มองข้ามช็อต (Foresight) รับมืออนาคต: กรรมการฝากให้โรงเรียนมองไปข้างหน้าให้ไกลขึ้นอีกนิด เพื่อประเมินว่า ภายใต้กระแสโลกและประชากรที่เปลี่ยนไป โรงเรียนจะคงความเป็นอันดับต้น ๆ ในใจของผู้ปกครองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างไร
--------------------------------------------------------------------------------
บทสรุป: ส่งต่อ Risk DNA สู่ผู้เรียน
ความสำเร็จของดรุณสิกขาลัย ไม่ใช่แค่การเขียนแผนความเสี่ยงได้ครบถ้วน แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานทั้ง Top-down และ Bottom-up ได้สื่อสารและสะท้อนปัญหาร่วมกัน (Reflection as a norm)
ที่สำคัญที่สุด โรงเรียนไม่ได้เก็บ Risk DNA ไว้แค่ในระดับผู้บริหารหรือครู แต่ยัง "ถ่ายทอด DNA นี้ลงไปสู่ลูก ๆ นักเรียน" เพื่อเป็นทักษะพื้นฐานและภูมิคุ้มกันให้พวกเขาเติบโตไปเป็นพลเมืองโลกที่พร้อมรับมือกับยุค Disruption ต่อไป
--------------------------------------------------------------------------------
รับชมวิดีโอ การนำเสนอแผนบริหารความเสี่ยง | ดรุณสิกขาลัย โรงเรียนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้
ผู้นำเสนอ: ดร.คมสัน รักษ์ศิริ และ คุณศิริลักษณ์ คุ้มเมือง

ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ดรุณสิกขาลัย (DSIL) กับการเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมในการนำนวัตกรรมมาผสานกับการบริหารความเสี่ยง
Categories
Hashtags