“เสียงจากห้องครัว” มองหนัง The Help ผ่านมุมมองสิทธิมนุษยชน
“You is kind. You is smart. You is important.” Aibileen Clark, The Help (2011)
ในห้องครัวเล็ก ๆ ของบ้านคนขาว หญิงผิวดำก้มลงพูดกับเด็กหญิงที่เธอเลี้ยงดู เสียงของเธออ่อนโยนแต่หนักแน่น เป็นเสียงที่ฝ่าความเงียบของยุคสมัยที่ยังเชื่อว่ามนุษย์ไม่เท่ากัน ประโยคสั้น ๆ นี้จึงมิใช่คำปลอบใจ หากเป็น “ประกาศแห่งศักดิ์ศรี” (Declaration of Dignity) ที่สั่นสะเทือนโครงสร้างอำนาจของยุคกฎหมาย Jim Crow มันเป็นการประกาศสิทธิมนุษยชนจากพื้นที่ที่ต่ำที่สุดในบ้าน จากผู้ที่ไม่มีทั้งอำนาจและสิทธิ์ในการพูด แต่กลับเปล่งเสียงออกมาด้วยความเชื่อมั่นที่สุดในคุณค่าของตน
พื้นหลังทางสังคมและประวัติศาสตร์: เสียงจากใต้กฎหมาย Jim Crow
ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เมืองแจ็กสัน รัฐมิสซิสซิปปี ยังคงอยู่ภายใต้ร่มเงาของกฎหมาย Jim Crow ระบบที่สถาปนาความเหลื่อมล้ำให้เป็น “ระเบียบสังคม” ทุกสิ่งในชีวิตประจำวันถูกแบ่งตามเชื้อชาติ โรงเรียน รถโดยสาร ร้านอาหาร ไปจนถึงห้องน้ำในบ้าน ความแตกต่างทางผิวถูกเปลี่ยนเป็นโครงสร้างทางอำนาจ (structure of domination) ที่ควบคุมทั้งร่างกาย จิตใจ และพื้นที่ของการดำรงชีวิต หญิงผิวดำอย่าง Aibileen Clark และ Minny Jackson จึงถูกจำกัดอยู่ในบทบาทของ “ผู้ดูแลผู้อื่น” พวกเธอเลี้ยงลูกของนายคนขาวด้วยความรัก แต่ไม่สามารถเข้าห้องน้ำเดียวกับเด็กที่ตนเลี้ยงได้ ความย้อนแย้งนี้สะท้อนสิ่งที่นักทฤษฎีสิทธิมนุษยชนเรียกว่า “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” (structural violence) คือ ความรุนแรงที่เกิดจากระบบมากกว่าการกระทำ
Wathawatthana และ Senchantichai (2021) ชี้ว่า The Help แสดงให้เห็นการดำรงอยู่ของ “การเหยียดเชื้อชาติในเชิงสถาบัน” (institutional racism) ตามแนวคิดของ Carmichael และ Hamilton (1967) ซึ่งคือความไม่เท่าเทียมที่แฝงอยู่ในกฎหมาย การศึกษา ศีลธรรม และวัฒนธรรม ซึ่งทำให้ “การกดขี่ดูเหมือนเรื่องปกติ”
ในระดับวาทกรรม ภาษาที่คนขาวใช้พูดกับคนดำ เช่น “the help” หรือ “the maid” คือการลดทอนตัวตนให้เหลือเพียง “หน้าที่” หรือ “สิ่งของ” ในระบบเศรษฐกิจของครัวเรือน
Pierre Bourdieu (1991) เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์” (symbolic violence) ความรุนแรงที่แฝงอยู่ในภาษาและมารยาทอันสุภาพ
The Help จึงไม่เพียงตีแผ่ความไม่เสมอภาคทางสังคม แต่เปิดโปงโครงสร้างของ “อำนาจที่มองไม่เห็น”
การเขียนและสิทธิในการสื่อสาร: เมื่อถ้อยคำคือการต่อต้าน
ในอีกด้านหนึ่งของเรื่อง เราพบกับ Eugenia “Skeeter” Phelan หญิงสาวผิวขาวผู้กลับมาบ้านเกิดพร้อมความฝันอยากเป็นนักเขียน Skeeter เริ่มตระหนักถึงความไม่เป็นธรรมรอบตัว และตัดสินใจใช้ “การเขียน” เป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามกับสังคม เธอร่วมกับแม่บ้านผิวดำหลายคนบันทึกเรื่องราวชีวิตของพวกเธอในหนังสือ The Help การกระทำนี้เปรียบเสมือน “การทวงคืนสิทธิในการเล่าเรื่อง” (the right to narrate) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ “สิทธิในการสื่อสาร” (right to communicate) ในกรอบของ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR, 1948)
มาตรา 19 ให้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Expression),
ส่วนมาตรา 27 รับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรม (Right to Cultural Participation)
หญิงผิวดำที่ไม่เคยถูกยอมรับในฐานะ “ผู้พูด” (speaker) ได้กลายเป็น “ผู้สร้าง” (creator) ของเรื่องราวที่บันทึกความจริงของพวกเธอเอง
การบอกเล่าเช่นนี้คือ “การต่อต้านเชิงวัฒนธรรม” (cultural resistance) ที่เปลี่ยน “เสียงส่วนบุคคล” ให้กลายเป็น “เสียงสาธารณะ”
แม้ Open Oregon Pressbooks (2021) จะวิจารณ์ว่าภาพยนตร์ทำให้ความรุนแรงในยุค Jim Crow ดูอ่อนลงเพื่อความเหมาะสมทางการตลาด แต่ในเชิงวาทกรรม มันได้บันทึก “การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์” ของผู้หญิงที่พยายามยืนยันความจริงของตนในโลกที่ไม่ฟัง กล่าวอีกนัยหนึ่ง The Help แสดงให้เห็นว่า “สิทธิมนุษยชนไม่ได้เริ่มจากรัฐ แต่มาจากการที่คนหนึ่งเริ่มกล้าพูดความจริง”
ห้องครัวในฐานะพื้นที่ของศักดิ์ศรี: การต่อต้านในชีวิตประจำวัน
ห้องครัวใน The Help คือ “พื้นที่แห่งศักดิ์ศรี” (space of dignity) ที่ดูเล็กแต่ทรงพลังที่สุดในเรื่อง ในห้องนี้ Aibileen และ Minny อาจไม่มีสิทธิทางกฎหมาย ไม่มีอำนาจต่อรอง แต่พวกเธอมี “จริยธรรมของความเป็นมนุษย์” (ethics of humanity) ที่เปล่งออกมาผ่านการกระทำเล็ก ๆ เมื่อ Aibileen สอนเด็กหญิง Mae Mobley ว่า
“You is kind. You is smart. You is important.”
เธอกำลังปฏิบัติ “การศึกษาว่าด้วยศักดิ์ศรี” (pedagogy of dignity) ที่ฝังรากในแนวคิดของ Martha Nussbaum (2011) และ Amartya Sen (1999) ทั้งสองเสนอว่า สิทธิมนุษยชนคือ “ความสามารถของมนุษย์ในการใช้ชีวิตที่ตนเห็นว่ามีคุณค่า” (capability to live a dignified life) แม้จะอยู่ในโลกที่กดทับ แต่การยืนยันคุณค่าผ่านถ้อยคำและการกระทำในชีวิตประจำวัน คือการประกาศสิทธิในระดับจิตวิญญาณ — ethical self-assertion
ห้องครัวที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ต่ำสุดในบ้านจึงกลับกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางจริยธรรม เป็นที่ซึ่งสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นจากความรัก ความเข้าใจ และการไม่ยอมให้ใครลดทอนคุณค่าของตน
การเดินทางของสิทธิมนุษยชน: จากห้องครัวสู่โลกสมัยใหม่
เมื่อเรื่องจบลงในปี 1963 เสียงของ Aibileen ยังเดินต่อไปบนถนนแห่งประวัติศาสตร์ เสียงนั้นหลอมรวมกับการชุมนุม Civil Rights Movement ของ Martin Luther King Jr. กลายเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิความเสมอภาคทางเชื้อชาติ (ICERD, 1965) ที่เปลี่ยนสำนึกของโลก ทศวรรษต่อมา เสียงของผู้หญิงผิวดำถูกขยายในขบวนการสตรีนิยม (Second-Wave Feminism) ที่เรียกร้องสิทธิสตรี (CEDAW, 1979) และสิทธิในการกำหนดร่างกายของตนเอง ต่อมายุคโลกาภิวัตน์ในช่วง 1990s ทำให้แรงงานหญิงข้ามชาติกลายเป็นกลุ่มใหม่ของการต่อสู้ทางสิทธิ ในปี 2011 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประกาศ Domestic Workers Convention (C189) เพื่อคุ้มครองแรงงานในบ้านทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คล้ายกับ Aibileen มากที่สุดในโลกยุคใหม่ ในศตวรรษที่ 21 ขบวนการ #BlackLivesMatter และ #MeToo ได้สานต่อสารเดียวกัน คือการประกาศสิทธิในการมีศักดิ์ศรี เสียง และพื้นที่แห่งความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะบนถนนหรือในโลกดิจิทัล ข้อเรียกร้องยังคงเดิมคือ มนุษย์ทุกคนต้องได้รับการมองเห็นอย่างเท่าเทียม เงาของ The Help จึงทอดยาวมาจนปัจจุบัน จากครัวในมิสซิสซิปปีสู่หอพักแรงงานในกรุงเทพฯ จากคำพูดของแม่บ้านผิวดำสู่เสียงของแรงงานข้ามชาติในเอเชีย ทุกที่ที่มีคนทำงานโดยไร้เสียง สิทธิมนุษยชนก็ยังต้องถูกเอ่ยขึ้นใหม่
ศักดิ์ศรีในความเงียบ
ฉากสุดท้ายของ The Help คือการเดินออกจากบ้านของ Aibileen เธอไม่ได้ตะโกน ไม่ได้ร้องไห้ แต่เดินอย่างสงบ
การเดินนี้คือ “การปฏิเสธโครงสร้างการกดขี่ด้วยความเงียบ” (silent defiance)
ในแง่ปรัชญา นี่คือสิ่งที่ Hannah Arendt (1958) เรียกว่า “อิสรภาพภายใน” (inner freedom) เสรีภาพที่ไม่ต้องรอการยอมรับจากรัฐหรือสังคม แต่เกิดจากการตระหนักถึงคุณค่าของตนเองในฐานะมนุษย์ ความเงียบของ Aibileen จึงมิใช่การยอมจำนน แต่คือ “การคืนศักดิ์ศรีด้วยความสงบ” (quiet restoration of dignity)
สิทธิมนุษยชนใน The Help จึงไม่จำกัดอยู่เพียงกรอบกฎหมายหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่มันคือ “จริยธรรมของการมองเห็นและยอมรับกันในฐานะมนุษย์” (ethics of mutual recognition) ซึ่งเป็นรากฐานที่สุดของแนวคิดสิทธิมนุษยชนร่วมสมัย ในโลกที่เทคโนโลยีเชื่อมผู้คนเข้าหากันแต่กลับสร้างความเหลื่อมล้ำทางเสียง บทเรียนจาก The Help เตือนว่า การเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่นคือเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดของสันติภาพ และสิทธิมนุษยชนอาจไม่เริ่มจากการร่างกฎหมาย แต่เริ่มจากคำพูดง่าย ๆ ที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ
“You is kind. You is smart. You is important.”
ประโยคนี้คือบทสรุปของสิทธิมนุษยชนในความหมายที่ลึกที่สุด สิทธิที่จะได้รับการมองเห็น เคารพ และยืนยันว่า ทุกคนมีคุณค่าเท่ากันในความเป็นมนุษย์
ปล.“You is kind. You is smart. You is important.” แม้ประโยคนี้จะผิดหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (ตามมาตรฐานควรเป็น You are kind. You are smart. You are important.) แต่ความไม่ถูกต้องทางไวยากรณ์กลับสะท้อน “ความจริงทางสังคม” ของยุคนั้นอย่างลึกซึ้ง ยุคที่หญิงผิวดำจำนวนมากขาดโอกาสทางการศึกษาเนื่องจากระบบแบ่งแยกเชื้อชาติ (segregation system) อย่างไรก็ตาม การที่ Aibileen ใช้ประโยคนี้พูดกับเด็กหญิงผิวขาว ไม่ได้แสดงถึง “ความไม่รู้” ของเธอแต่กลับเป็นการใช้ “ภาษาแห่งความรัก” ที่เรียบง่าย เข้าถึงใจ และทรงพลังยิ่งกว่าถ้อยคำใด ๆ
บรรณานุกรม
Arendt, H. (1958). The Human Condition. University of Chicago Press.
Bourdieu, P. (1991). Language and Symbolic Power. Harvard University Press.
Carmichael, S., & Hamilton, C. V. (1967). Black Power: The Politics of Liberation in America. Vintage.
Nussbaum, M. C. (2011). Creating Capabilities: The Human Development Approach. Harvard University Press.
Sen, A. (1999). Development as Freedom. Oxford University Press.
Wathawatthana, P., & Senchantichai, N. (2021). Racism in the American Novel “The Help.” Proceedings of the 22nd National Graduate Research Conference, Khon Kaen University.
Open Oregon Pressbooks. (2021). Discrimination in The Help (2011). In Difference, Power, and Discrimination in Film.
Categories
Hashtags