เรียนก็หนัก งานก็หาย ชีวิตก็แพง: ทำไมคนรุ่นใหม่ในยุโรปถึงออกมาประท้วง
Published: 2 November 2026
45 views

เรียนก็หนัก งานก็หาย ชีวิตก็แพง: ทำไมคนรุ่นใหม่ในยุโรปถึงออกมาประท้วง

เมื่อการเรียนจบไม่ได้รับประกันงานที่มั่นคง การทำงานหนักไม่ได้หมายความว่าจะซื้อบ้านได้ และอนาคตที่คนรุ่นใหม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ กลับถูกกำหนดโดยคนรุ่นก่อน

ลองจินตนาการว่า คุณเรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยเกรดดี พูดภาษาอังกฤษได้ ใช้เทคโนโลยีคล่อง มีใบรับรองทักษะต่างๆ และพยายามทำทุกอย่างตามคำแนะนำที่ผู้ใหญ่เคยบอกไว้

“ตั้งใจเรียนสิ แล้วจะมีอนาคตที่ดี”

แต่เมื่อเรียนจบ คุณกลับพบว่างานที่อยากทำต้องการประสบการณ์สองถึงสามปี ทั้งที่คุณเพิ่งจบใหม่ เงินเดือนเริ่มต้นอาจไม่เพียงพอกับค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนการซื้อบ้านหรือสร้างครอบครัวอาจกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ในขณะเดียวกัน คุณยังต้องรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงาน และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อชีวิตคุณไปอีกหลายสิบปี

ฟังดูเหมือนปัญหาของนักศึกษาไทยใช่ไหม แต่ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ในหลายประเทศของยุโรป คนรุ่นใหม่กำลังตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่พวกเขาเติบโตมา บางคนเลือกแสดงความคิดเห็นผ่านโลกออนไลน์ บางคนเข้าร่วมองค์กรภาคประชาชน และบางคนตัดสินใจออกไปยืนบนท้องถนน สิ่งที่น่าสนใจคือ ยุโรปเป็นภูมิภาคที่หลายคนมองว่ามีคุณภาพชีวิตดี มีรัฐสวัสดิการ มีระบบการศึกษาและสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ และมีประชาธิปไตยที่พัฒนามายาวนาน แล้วทำไมคนรุ่นใหม่ในประเทศเหล่านี้จึงยังรู้สึกว่าอนาคตของตัวเองกำลังมีปัญหา

บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าคนรุ่นใหม่อดทนน้อยลง แต่อยู่ที่ว่า กติกาของสังคมกำลังเปลี่ยนไป จนความพยายามของคนคนหนึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะรับประกันชีวิตที่มั่นคงอีกต่อไป

1. เมื่อความขยันไม่ได้การันตีความสำเร็จ

สำหรับคนรุ่นก่อน เส้นทางสู่ความมั่นคงอาจดูค่อนข้างชัดเจน เรียนหนังสือให้จบ หางานประจำ เก็บเงิน ซื้อบ้าน และสร้างครอบครัว แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนในอดีตจะมีชีวิตง่าย และคนรุ่นก่อนจำนวนมากก็เผชิญความยากลำบากเช่นกัน แต่ปัญหาคือ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่คนแต่ละรุ่นเผชิญไม่ได้เหมือนกัน ในเมืองใหญ่หลายแห่งของยุโรป ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเริ่มต้นชีวิตของคนหนุ่มสาว ขณะที่รูปแบบการจ้างงานบางส่วนเปลี่ยนจากงานประจำที่มั่นคงไปสู่งานสัญญาจ้าง งานชั่วคราว และงานในระบบแพลตฟอร์ม คนรุ่นใหม่บางส่วนจึงเผชิญสถานการณ์ที่เรียกว่า Working Poor คือมีงานทำ แต่รายได้ไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ลองคิดดูว่า หากเราทำงานเต็มเวลา แต่ยังต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่จ่ายค่าเช่าห้อง เราจะเหลือเงินเท่าไรสำหรับการเรียนต่อ การดูแลสุขภาพ หรือการวางแผนอนาคตปัญหานี้สะท้อนแนวคิด Intergenerational Inequality หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่น ซึ่งชวนให้พิจารณาว่าคนที่เกิดต่างช่วงเวลามีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร ทรัพย์สิน และความมั่นคงในชีวิตแตกต่างกันอย่างไร นี่ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นหนึ่งขยันกว่าอีกคนรุ่นหนึ่ง แต่หมายความว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว และเมื่อผู้คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าเล่นตามกติกาทุกอย่างแล้ว แต่ยังไม่สามารถสร้างชีวิตที่มั่นคงได้ พวกเขาก็อาจเริ่มตั้งคำถามกับกติกานั้นเอง

2. สเปน 2025–2026: เมื่อการมีบ้านสักหลังกลายเป็นความฝันที่แพงเกินไป

วันที่ 5 เมษายน 2025 ผู้คนจำนวนมากออกมาชุมนุมในหลายสิบเมืองทั่วสเปน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการปัญหาค่าเช่าที่อยู่อาศัยและราคาบ้านที่สูงขึ้น ในกรุงมาดริด สหภาพผู้เช่าประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมกว่า 150,000 คน ขณะที่ผู้จัดการชุมนุมในบาร์เซโลนาประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100,000 คน แม้ตัวเลขของทางการจะต่ำกว่านั้นก็ตาม เหตุใดประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงยังมีคนออกมาประท้วงเรื่องปากท้อง คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปยังทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของสเปน ที่อยู่อาศัยจำนวนหนึ่งถูกนำไปปล่อยเช่าระยะสั้นให้แก่นักท่องเที่ยว ขณะที่อุปทานที่อยู่อาศัยสำหรับคนท้องถิ่นไม่เพียงพอต่อความต้องการ นักท่องเที่ยวอาจมองว่าการเช่าอพาร์ตเมนต์สวยๆ กลางเมืองเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ แต่สำหรับคนท้องถิ่น โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงาน นั่นอาจหมายถึงการแข่งขันเพื่อหาที่พักที่มีราคาสูงขึ้น เรื่องนี้ชวนให้คิดถึงแนวคิด Right to the City หรือสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของเมือง ซึ่งตั้งคำถามว่า เมืองควรถูกพัฒนาเพื่อใคร ระหว่างนักลงทุน นักท่องเที่ยว หรือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นจริงๆ ปัญหานี้ไม่ได้จบลงในปี 2025 เพราะในเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2026 ผู้ประท้วงยังตั้งเต็นท์ในจัตุรัสกลางกรุงมาดริด เพื่อเรียกร้องมาตรการคุ้มครองผู้เช่าและการแก้ไขปัญหาค่าเช่าที่สูงขึ้น ขณะที่ในโปรตุเกสก็มีการชุมนุมเรียกร้องเรื่องที่อยู่อาศัยและค่าจ้างเช่นกัน

สำหรับนักศึกษาไทย เรื่องนี้อาจเชื่อมโยงกับคำถามง่ายๆ ว่า หากมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่าเช่าหอพักสูงขึ้นเรื่อยๆ นักศึกษาที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างกันจะมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเท่าเทียมกันจริงหรือไม่ เพราะการมีบ้านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของทรัพย์สิน แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการมีชีวิตที่มั่นคงด้วย

3. เซอร์เบีย 2025: เมื่อหลังคาสถานีรถไฟถล่ม กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงระดับประเทศ

การประท้วงไม่ได้เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว บางครั้งเหตุการณ์หนึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามกับระบบการเมืองทั้งหมด วันที่ 1 พฤศจิกายน 2024 หลังคากันสาดของสถานีรถไฟในเมืองโนวีซาด ประเทศเซอร์เบีย พังถล่มลงมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต โดยยอดผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมาเพิ่มเป็น 16 คน เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล โดยประชาชนและนักศึกษาจำนวนมากตั้งข้อสงสัยเรื่องการทุจริต ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการดำเนินโครงการสาธารณะ สิ่งที่เริ่มต้นจากการเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต กลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ขยายจากมหาวิทยาลัยไปสู่สังคมวงกว้าง นักศึกษาจัดการประชุมร่วมกัน ใช้ระบบตัดสินใจแบบกระจายอำนาจ และเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการยุติธรรม วันที่ 15 มีนาคม 2025 กรุงเบลเกรดมีการชุมนุมครั้งใหญ่ โดยตำรวจประเมินผู้เข้าร่วมราว 100,000 คน ขณะที่องค์กรนับจำนวนผู้ชุมนุมอิสระประเมินประมาณ 300,000 คน สิ่งที่น่าสนใจคือ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงนักศึกษา แต่ยังมีครู อาจารย์ คนทำงาน และประชาชนจากหลายกลุ่มเข้าร่วม เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวคิด Collective Action หรือการกระทำร่วมกันของผู้คนเพื่อผลักดันเป้าหมายทางสังคม ลองคิดดูว่า หากนักศึกษาคนหนึ่งร้องเรียนเรื่องความไม่ปลอดภัยของอาคารเรียน เสียงของเขาอาจไม่ถูกสนใจมากนัก แต่หากนักศึกษาหลายพันคนร่วมกันเรียกร้อง ตรวจสอบข้อมูล และเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบความปลอดภัย ประเด็นเดียวกันอาจกลายเป็นเรื่องที่สังคมไม่สามารถมองข้ามได้ อย่างไรก็ตาม การรวมตัวของคนจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่า ข้อเรียกร้องทุกอย่างจะได้รับการตอบสนองทันที และการกล่าวหาว่ามีการทุจริตก็ยังต้องอาศัยหลักฐานและกระบวนการตรวจสอบที่เป็นธรรม บทเรียนสำคัญของกรณีเซอร์เบียจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนนักศึกษาที่ออกมาประท้วงเท่านั้น แต่อยู่ที่การเปลี่ยนความสูญเสียจากเหตุการณ์หนึ่งให้กลายเป็นคำถามสาธารณะว่า ใครควรรับผิดชอบ เมื่อความล้มเหลวของระบบทำให้ประชาชนต้องสูญเสียชีวิต

4. ฝรั่งเศส 2026: เมื่อห้องเรียนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่พอใจ

ถ้าโรงเรียนของคุณมีครูไม่เพียงพอ อาคารทรุดโทรม และรัฐบาลบอกว่าต้องลดงบประมาณ คุณจะทำอย่างไร

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่นักเรียนฝรั่งเศสกำลังเผชิญในปี 2026

ช่วงปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงตุลาคม นักเรียนมัธยมในฝรั่งเศสออกมาชุมนุมและปิดกั้นทางเข้าโรงเรียนบางแห่ง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู สภาพอาคารเรียนที่เสื่อมโทรม และการลงทุนในระบบการศึกษาที่ไม่เพียงพอ วันที่ 8 ตุลาคม 2026 การชุมนุมเกิดขึ้นในหลายเมือง รวมถึงปารีส มาร์กเซย และเมืองอื่นๆ โดยมีทั้งการเดินขบวนอย่างสันติและเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ในบางพื้นที่ สำหรับรัฐบาล ปัญหาคือการจัดสรรงบประมาณภายใต้ข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลัง แต่สำหรับนักเรียน การลดงบประมาณอาจหมายถึงคุณภาพการศึกษาที่ลดลง และโอกาสในอนาคตที่ไม่เท่าเทียมกัน นี่คือความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่รัฐบาลมองว่าเป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจกับสิ่งที่ประชาชนมองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แนวคิด Social Justice หรือความยุติธรรมทางสังคม ช่วยให้เราตั้งคำถามว่า การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะควรพิจารณาเพียงประสิทธิภาพทางการเงิน หรือควรคำนึงถึงโอกาสและความเป็นธรรมด้วย หากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งลดงบประมาณห้องปฏิบัติการ ห้องสมุด หรือทุนการศึกษาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นักศึกษาทุกคนจะได้รับผลกระทบเท่ากันหรือไม่ นักศึกษาที่มีฐานะดีอาจสามารถซื้ออุปกรณ์หรือหาทรัพยากรเพิ่มเติมได้เอง ขณะที่นักศึกษาที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจอาจไม่มีทางเลือกเช่นนั้น การตัดงบประมาณที่ดูเหมือนกระทบทุกคนเท่ากัน จึงอาจสร้างผลกระทบที่ไม่เท่าเทียมกันในความเป็นจริง

5. เมื่อ Gen Z ไม่ได้ประท้วงแค่เรื่องเงิน แต่กำลังเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคต

เมื่อพิจารณากรณีสเปน เซอร์เบีย และฝรั่งเศสร่วมกัน เราจะพบว่าการประท้วงมีข้อเรียกร้องแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ในสเปน ผู้คนเรียกร้องที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้

ในเซอร์เบีย นักศึกษาเรียกร้องความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐ

ในฝรั่งเศส นักเรียนเรียกร้องการศึกษาที่มีคุณภาพและการลงทุนในบริการสาธารณะ

แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวเหล่านี้เข้าด้วยกัน คือความรู้สึกว่าการตัดสินใจของผู้มีอำนาจกำลังส่งผลต่ออนาคตของพวกเขา โดยที่เสียงของพวกเขาอาจไม่ได้รับความสำคัญเพียงพอ

รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ยังสะท้อนว่าความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศยุโรปเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพ โอกาสในการทำงาน คุณภาพการศึกษา ปัญหาคอร์รัปชัน และความรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟัง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่า Gen Z ทุกคนคิดเหมือนกัน หรือทุกการเคลื่อนไหวมีนักศึกษาเป็นผู้นำ ความแตกต่างทางชนชั้น ภูมิภาค การศึกษา และประสบการณ์ชีวิต ยังคงทำให้คนรุ่นเดียวกันมีความต้องการทางการเมืองที่แตกต่างกันได้ การทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำว่า Gen Z แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขทางสังคมที่ทำให้บางคนมีโอกาสมากกว่าอีกคนด้วย

6. จาก Climate Strike ถึง Climate Justice: ทำไมคนรุ่นใหม่ต้องจ่ายต้นทุนของโลกที่ตัวเองไม่ได้สร้าง

อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้คนรุ่นใหม่ในยุโรปออกมาเคลื่อนไหว คือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขบวนการ Fridays for Future ที่เริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่ปี 2018 ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่สามารถเปลี่ยนปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเรื่องทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองได้อย่างไร เหตุผลสำคัญคือ คนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องพลังงาน อุตสาหกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจในวันนี้ อาจไม่ได้เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่จะต้องเผชิญผลกระทบระยะยาวจากการตัดสินใจเหล่านั้น นี่คือปัญหาของ Intergenerational Justice หรือความเป็นธรรมระหว่างรุ่น ลองนึกถึงนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยวันนี้ อีก 30 ปีข้างหน้า พวกเขาอาจต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และค่าใช้จ่ายในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น แต่การแก้ปัญหาก็มีความซับซ้อน เพราะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมบางอย่างอาจเพิ่มภาระค่าครองชีพแก่ประชาชนบางกลุ่ม ตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลเพิ่มภาษีเชื้อเพลิงเพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล คนที่มีรายได้สูงอาจเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ แต่แรงงานที่มีรายได้น้อยและต้องขับรถไปทำงานทุกวันอาจไม่มีทางเลือกเช่นนั้น แนวคิด Just Transition หรือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม จึงเสนอว่าการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงาน ชุมชน และกลุ่มเปราะบางด้วย

สำหรับ Gen Z ประเด็นนี้จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า เราจะช่วยโลกได้อย่างไร แต่ยังรวมถึงคำถามว่า เราจะสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้อย่างไร

7. ประชาธิปไตยไม่ได้จบที่คูหาเลือกตั้ง

บางคนอาจสงสัยว่า หากประเทศเหล่านี้มีการเลือกตั้งอยู่แล้ว ทำไมประชาชนจึงไม่รอเลือกตั้งครั้งต่อไป แทนที่จะออกมาประท้วง

คำตอบคือ การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย

ลองนึกถึงมหาวิทยาลัยที่เปิดให้นักศึกษาเลือกสโมสรนักศึกษา แต่หลังการเลือกตั้งกลับไม่มีช่องทางให้นักศึกษาทั่วไปเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับค่าเทอม คุณภาพโรงอาหาร หรือการจัดสรรพื้นที่การเรียนรู้

เราจะเรียกว่าระบบนี้เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างเพียงพอหรือไม่

แนวคิด Participatory Democracy หรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม มองว่าประชาชนควรมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย ตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจ และเสนอความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง การประท้วงอย่างสันติจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ไม่ใช่เครื่องมือเดียว การยื่นข้อเสนอ การเข้าร่วมเวทีสาธารณะ การทำงานกับองค์กรภาคประชาชน และการติดตามตรวจสอบนโยบาย ก็มีความสำคัญเช่นกัน ในอีกด้านหนึ่ง การประท้วงก็ไม่ได้ทำให้ข้อเรียกร้องใดถูกต้องโดยอัตโนมัติ เพราะผู้ประท้วงอาจมีข้อมูลไม่ครบถ้วน มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน หรือเสนอแนวทางที่กระทบสิทธิของผู้อื่นได้ สังคมประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้มีทั้งการแสดงความคิดเห็น การโต้แย้งด้วยเหตุผล และการตรวจสอบข้อเท็จจริง สิ่งสำคัญไม่ใช่การทำให้ทุกคนเห็นตรงกัน แต่คือการสร้างระบบที่คนเห็นต่างยังสามารถอยู่ร่วมกันและต่อรองอย่างสันติได้

8. ประท้วงแล้วเปลี่ยนอะไรได้จริงไหม

คำถามนี้อาจเป็นสิ่งที่นักศึกษาหลายคนอยากรู้ที่สุด หากออกไปประท้วงแล้วรัฐบาลไม่เปลี่ยนนโยบาย การประท้วงนั้นถือว่าล้มเหลวหรือไม่

คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เกณฑ์อะไรในการวัดความสำเร็จ

หากเป้าหมายคือการยกเลิกกฎหมายหรือเปลี่ยนรัฐบาล เราอาจวัดจากผลลัพธ์ทางนโยบายได้โดยตรง แต่หากมองในระยะยาว การเคลื่อนไหวทางสังคมอาจสร้างผลกระทบในรูปแบบอื่น เช่น ทำให้ปัญหาที่เคยถูกมองข้ามกลายเป็นประเด็นสาธารณะ ทำให้ประชาชนมีความรู้ทางการเมืองมากขึ้น หรือสร้างเครือข่ายที่สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

กรณีเซอร์เบียเป็นตัวอย่างของการที่นักศึกษาใช้การรวมกลุ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ความรับผิดชอบของรัฐกลายเป็นประเด็นทางการเมืองระดับประเทศ

ส่วนกรณีสเปนแสดงให้เห็นว่า ปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งอาจเคยถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้เช่า สามารถถูกยกระดับเป็นคำถามเชิงนโยบายสาธารณะได้

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวก็มีต้นทุน ทั้งเวลา ความปลอดภัย ความขัดแย้งในสังคม และผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วม โดยเฉพาะเมื่อการชุมนุมบางส่วนเกิดความรุนแรง การประเมินความชอบธรรมของข้อเรียกร้องและวิธีการที่ใช้จึงต้องแยกออกจากกัน การเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายดีไม่ได้หมายความว่าทุกวิธีการจะเหมาะสมและการประท้วงที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในระยะสั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลต่อสังคมในระยะยาว

9. แล้วนักศึกษาไทยควรเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้

เราอาจไม่จำเป็นต้องมองการประท้วงในยุโรปว่าเป็นต้นแบบที่ประเทศไทยต้องทำตามทุกอย่าง เพราะแต่ละประเทศมีประวัติศาสตร์ สถาบันทางการเมือง เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้คือ การมองปัญหาสังคมให้ลึกกว่าพฤติกรรมของบุคคล เมื่อเห็นคนหนุ่มสาวไม่มีเงินเก็บ เราอาจถามได้มากกว่าว่าเขาใช้เงินฟุ่มเฟือยหรือไม่ โดยพิจารณาเรื่องรายได้ ค่าครองชีพ และโครงสร้างตลาดแรงงานร่วมด้วย เมื่อเห็นนักศึกษาประท้วงเรื่องคุณภาพการศึกษา เราอาจถามได้มากกว่าว่าทำไมพวกเขาไม่ตั้งใจเรียน โดยพิจารณาว่าสถาบันการศึกษามีทรัพยากรเพียงพอและจัดสรรโอกาสอย่างเป็นธรรมหรือไม่ และเมื่อเห็นประชาชนเรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อม เราอาจถามได้มากกว่าว่าทำไมทุกคนไม่ช่วยกันลดการใช้พลาสติก โดยพิจารณาว่าใครเป็นผู้ก่อมลพิษ ใครได้รับผลกระทบ และใครมีอำนาจตัดสินใจเรื่องการจัดการทรัพยากร

นี่คือความสำคัญของการคิดเชิงสังคมศาสตร์

การมองเห็นว่าปัญหาส่วนบุคคลจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างและกติกาของสังคม และการแก้ปัญหาจึงอาจต้องอาศัยทั้งความรับผิดชอบส่วนบุคคลและการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย

Gen Z ไม่ได้ต้องการแค่มีชีวิตรอด แต่ต้องการมีอนาคตที่เลือกได้

ภาพนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ออกมาประท้วงในยุโรปอาจดูเหมือนความวุ่นวายสำหรับคนที่มองจากภายนอก แต่เบื้องหลังป้ายประท้วงและเสียงตะโกน อาจเป็นคำถามธรรมดาที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากกำลังถามกับสังคม

ทำไมเรียนจบแล้วถึงยังไม่มั่นใจว่าจะมีงานที่มั่นคง

ทำไมทำงานหนักแล้วถึงยังไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเอง

ทำไมต้องรับภาระของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สะสมมาจากอดีต

และทำไมการตัดสินใจที่ส่งผลต่ออนาคตอีกหลายสิบปี จึงอาจเกิดขึ้นโดยที่คนที่จะต้องอยู่กับผลลัพธ์เหล่านั้นมีส่วนร่วมน้อยมาก

แน่นอนว่า Gen Z ไม่ได้มีความคิดเหมือนกันทั้งหมด บางคนสนใจการเมือง บางคนให้ความสำคัญกับการทำงานและครอบครัว ขณะที่บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับการประท้วงเลย แต่ไม่ว่าจะเลือกมีส่วนร่วมในรูปแบบใด สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการตระหนักว่า อนาคตของสังคมไม่ได้ถูกกำหนดโดยรัฐบาลหรือผู้นำเพียงฝ่ายเดียว ประชาชนเองก็มีบทบาทในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และเสนอทางเลือกใหม่ๆ

บางทีคำถามที่น่าสนใจที่สุดจึงไม่ใช่ “ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงออกมาประท้วง” แต่อาจเป็น “ถ้าสังคมคาดหวังให้คนรุ่นใหม่รับผิดชอบต่ออนาคตของตัวเอง แล้วสังคมเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมกำหนดอนาคตนั้นมากพอแล้วหรือยัง”

เพราะอนาคตไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรมีหน้าที่เพียงรอรับ แต่ควรเป็นสิ่งที่พวกเขามีโอกาสร่วมออกแบบด้วย



Categories

Comments
To join the comment, please sign in.
Sign in
Don’t have an account? Register
Loading comments...