บทสัมภาษณ์ Exclusive จากกิจกรรมเสวนา PSF Connect: เชื่อมประสบการณ์ แบ่งปันการเรียนรู้ – ผศ.ดร. ตุลย์ ไตรยสรรค์
การเสวนามีขึ้นในวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00-16.00
ณ ยุคปัจจุบันนี้ การประเมินตนเองบันว่าเป็นทักษะที่ใหญ่หลวง เนื่องจากปฏิเสธค่อนข้างยากว่าทุกวันนี้เองผู้คนรุ่มใหม่บางส่วนเริ่มให้ความสำคัญกับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาน้อยลง กอปรกับในแง่ของผู้ถ่ายทอดความรู้ การประเมินตนเองย่อมเป็นส่วยช่วยให้แต่ละรายปัจเจกสามารถปรับแนวทางการเรียนการสอนโดยมีหลักยึดอ้างอิงอย่าง PSF (Professional Standard Framework) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานวิชาชีพเพื่อการสอนและการสนับสนุนการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา
ด้วยเหตุนี้เอง การยื่นขอ PSF นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ต้องเจออะไร จะยากมากมายแค่ไหน วันนี้บทความของเราชวนผู้อ่านร่วมรับรู้กับเรื่องของ ผศ.ดร.ตุลย์ ไตรยสรรค์ ซึ่งท่านได้ยื่นอยู่ในระดับ UK PSF – Level 2 (Fellow) โดยเรื่องราวของท่านจะเป็นอย่างไร สามารถอ่านกันได้ด้านล่างนี้เลยครับ
ก่อนเข้าสู่กระบวนการ PSF
ตอนแรกไม่รู้เลยว่า PSF คืออะไร รู้แค่ว่ามหาวิทยาลัยประกาศว่าอาจารย์ต้องผ่าน แค่นั้นเอง ที่เหลือไม่รู้อะไรเลย พอมีการตามทวงจากฝ่าย HR บ่อยๆ ก็รำคาญ เลยตัดสินใจว่า "โอเค เดี๋ยวผมยื่นคนแรกของคณะเลยก็ได้ จะได้จบๆ ไป"
กระบวนการยื่นขอ
เริ่มจากการศึกษาว่าจะยื่นกับมาตรฐานไหน ตอนนั้นมาตรฐานของ ปตท. ยังเริ่มตั้งไข่อยู่ ก็เลยเลือกยื่นกับของอังกฤษ (UK) เลย เพราะรู้สึกว่าง่ายกว่า กรรมการของ UK ไม่รู้จักเราเป็นการส่วนตัว ตัดสินจากเอกสารล้วนๆ ซึ่งทำให้มีความเป็นธรรมในแบบหนึ่ง
โหลดเอกสารเกณฑ์ของ UK มาอ่านประมาณ 2 วัน แล้วโยนเข้า ChatGPT ให้ช่วยสรุปว่า "ทำยังไงก็ได้ให้ผ่านเร็วที่สุด" มันก็ลิสต์ออกมาเป็นตารางว่าต้องทำอะไร เขียนอะไร แสดงอะไรบ้าง แล้วก็เริ่มเขียนเลยวันนั้น
กระบวนการเขียน
ต้องเขียนแบบ Reflective Narrative มีประมาณ 5 ด้าน 15 ข้อ แต่ละส่วนจำกัดจำนวนคำ ซึ่งเป็นความท้าทายมาก ต้องกลับไปรื้อเอกสารการสอนเก่าๆ มาดู เออดีอยู่อย่างนึงคือได้ย้อนกลับมาดูตัวเองว่า "จริงๆ เราสอนอะไร เราทำไปทำไม" ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน
เนื้อหาบางส่วนเป็นเรื่องที่ไม่เคยคิดมาก่อน เช่น เรื่องความไม่เท่าเทียมในห้องเรียน เช่น นักศึกษาสายตาไม่ดีควรนั่งตรงไหน เข้าถึงคอนเทนต์ได้เท่าเทียมไหม รวมถึงเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งโชคดีที่ตัวเองสอนหลักสูตรนานาชาติด้านคอมพิวเตอร์ มีนักศึกษาหลายประเทศ เลยมีวัตถุดิบมาเขียน
ส่ง Draft แรกให้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยดู มีการแก้ไขหลายรอบ จนรู้สึกว่า "เขียนจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว" เลยไปสัมภาษณ์นักศึกษาเพิ่มเติมแล้วนำมาใส่ในเอกสารด้วย
รอบที่ 2 ตัดสินใจส่งเองเลย ไม่ให้ใครช่วยดูก่อน "กดส่งทันที แก้เสร็จก็ส่งเลย"
ผลลัพธ์และการรอ
รอประมาณ 5-6 เดือน กรรมการส่ง Feedback กลับมา มีคำชมประมาณ 60% มีให้แก้นิดหน่อยประมาณ 40% ในรอบแรก สิ่งที่กรรมการชื่นชมมากเป็นพิเศษคือ Assignment ที่ให้นักศึกษาใช้ AI ช่วยแต่งเรื่องผีเป็นทีม แล้วนำขึ้นเว็บให้รุ่นน้องดู กรรมการบอกว่า "ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย"
ใช้ AI ช่วย Analyze Feedback จากกรรมการ ให้มันสรุปจุดแข็ง จุดอ่อน แล้วแก้ตามนั้น ส่งรอบ 2 รอประมาณ 2 อาทิตย์ ก็ได้รับแจ้งว่าผ่าน ได้รับ Certificate พร้อม Fellow ID เข้าเป็นสมาชิก UK Fellowship
ทำทั้งหมดคนเดียว เงียบๆ ไม่บอกใคร พอได้แล้วก็ส่ง Email ให้ HR ว่า "ได้แล้วครับ อย่ามายุ่งกับผมอีกนะ"
มุมมองหลังจากผ่าน
จริงๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเทคนิคการสอนมากนัก ยังคง Traditional Lecture-based อยู่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ หลังจบแต่ละ Semester จะมานั่งคิดทบทวนว่า "เราพลาดอะไร แล้วครั้งหน้าจะทำยังไงให้ดีขึ้น" ซึ่งเป็นนิสัยที่ชอบอยู่แล้ว เพราะเป็นคนขี้เบื่อเนื้อหาเดิมๆ เปลี่ยนสไลด์แทบทุกเทอม
ปัจจุบันใช้ Agentic AI ในงานทุกอย่าง งาน Publication ที่ตีพิมพ์ทั้งหมดเป็นชื่อตัวเองคนเดียว ไม่มีชื่อนักศึกษาร่วม เพราะต้องการเป็น "Lone Wolf" ในแวดวงวิจัย
คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะยื่น
- เริ่มเขียนเลย อย่ารอให้พร้อม เพราะทุกคนมีของอยู่แล้ว แค่ไม่รู้จะเขียนออกมายังไง
- ใช้ AI ช่วย โยนเกณฑ์และประสบการณ์ของตัวเองเข้าไป ให้มันช่วย "สัมภาษณ์" เราออกมา แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นภาษาของตัวเอง
- UK น่าสนใจ เพราะกรรมการตัดสินจากเอกสารล้วนๆ ไม่รู้จักเราเป็นการส่วนตัว
- ถ้าจะรีบ ให้ส่งก่อน เพราะมีคิวรอประเมิน ยื่นเร็วก็ได้เปรียบเรื่องเวลา
- ใช้ความแค้นเป็นไฟ ตัวเองใช้ความรำคาญ HR เป็นแรงผลักดัน ให้หาแรงจูงใจที่ทำให้อยากทำให้เสร็จ
ผู้อ่าน สามารถรับชมการเสวนาจากวิทยาท่านอื่นๆ ได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้
เรียบเรียงโดย นายฮานีฟ ไวยศิลป์
นักบรรณสารสนเทศ สำนักหอสมุด มจธ.
ผ่านการถอดเทปโดยเครื่องมือ Transkriptor
Categories
Hashtags