เปิดโอกาสผู้เรียนทุกช่วงวัย เรียนเป็นส่วน ๆ จบได้จริง เทียบโอนได้
และต่อยอดสู่ปริญญาตรี
ในยุคที่ทักษะวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการทำงาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงที่เรียนรู้ได้ต่อเนื่อง ตามแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่มุ่งพัฒนาคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านการจัดการเรียนรู้คุณภาพสูงที่เปิดกว้างและปรับตัวได้ต่ออนาคต
ด้วยเหตุนี้ ทีมจากคณะวิทยาศาสตร์ มจธ. จึงพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้รายวิชาพื้นฐานในแนวคิด Outcome-Based Education Module (OBEM) โดยออกแบบรายวิชาเป็น “โมดูลย่อย” ที่มีผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ชัดเจน วัดผลได้ และเรียนจบเป็นรายโมดูล ทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจหรือระดับความสามารถของตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนทั้งรายวิชาในครั้งเดียวเหมือนระบบเดิม
โมดูลการเรียนรู้: ทำให้วิชาพื้นฐานเข้าถึงง่ายขึ้น และยืดหยุ่นกว่าเดิม
จุดเด่นของ OBEM คือทำให้การเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์พื้นฐาน “เข้าถึงง่าย” และ “เหมาะกับผู้เรียนหลากหลายกลุ่ม” ไม่ว่าจะเป็น
- นักเรียนระดับมัธยมที่อยากลองเรียนล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย
- นักศึกษาแรกเข้าที่ต้องการเสริมพื้นฐานให้พร้อมเรียนระดับปริญญาตรี
- ผู้เรียนวัยทำงานหรือบุคลากรในสถานประกอบการที่ต้องการอัปสกิลอย่างเป็นระบบ
- ผู้ที่อยากสะสมหน่วยกิตผ่านระบบ Credit Bank เพื่อใช้ลดระยะเวลาเรียนในอนาคต
แนวคิดนี้สะท้อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง เพราะผู้เรียนสามารถ “เลือกเรียนเฉพาะส่วนที่จำเป็น” และสะสมความก้าวหน้าไปได้ทีละขั้น ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์: ผู้เรียนพึงพอใจสูง และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่ปริญญาตรี
จากการดำเนินโครงการในช่วงปี 2566–2567 พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายด้าน โดยเฉพาะผลตอบรับของผู้เรียนที่อยู่ในระดับ “ดีถึงดีมาก” (คะแนนเฉลี่ย 4–5 จาก 5) หลายคนให้ความเห็นว่าการเรียนสนุก อาจารย์อธิบายเข้าใจ และบางรายถึงขั้นบอกว่า “เสียดายที่ไม่ได้เรียนโครงการนี้เร็วกว่านี้”
ในด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ เกรดของผู้เรียนยังคงมีมาตรฐาน และที่น่าสนใจคือผู้ที่เคยได้ผลการเรียนไม่ดีมากนักในช่วงเรียนแบบโมดูล เมื่อเข้ามาเรียนในหลักสูตรปริญญาตรีจริงกลับทำได้ดีขึ้น และไม่พบปัญหาซ้ำเดิม เช่น การติด F ซึ่งสะท้อนว่าโมดูลช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นจุดอ่อนและเตรียมตัวได้ทันก่อนเข้าระบบจริง
โครงการยังทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ที่วัดผลได้จริง โดยจากผู้เข้าร่วมทั้งหมด 192 คน มีถึง 78 คน (40%) ที่เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย และเรียนไปแล้วรวม 176 โมดูล แสดงให้เห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริม แต่มีผลต่อการตัดสินใจเรียนต่อและการวางเส้นทางการศึกษาของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม
เทียบโอนหน่วยกิตได้จริง เพิ่มแรงจูงใจและความคุ้มค่าให้ผู้เรียน
หนึ่งในจุดแข็งของการเรียนแบบโมดูล คือการเชื่อมต่อกับระบบ Credit Bank ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำผลการเรียนไปใช้ต่อยอดในอนาคตได้
จากข้อมูลพบว่า
- ประมาณ 70% ของโมดูลสามารถเทียบโอนได้ (กลุ่มที่ทำผลการเรียนได้ตามเกณฑ์)
- อีกประมาณ 30% เทียบโอนไม่ได้ (ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์)
กลุ่มที่เทียบโอนได้ส่วนใหญ่มักมี GPA เฉลี่ยประมาณ 3–3.5 และไม่มีผลการเรียนตกต่ำมาก่อน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เรียนที่มีศักยภาพสูง และสะท้อนว่าการเรียนแบบโมดูลสามารถเป็นกลไกช่วยคัดกรองและส่งเสริมผู้เรียนให้พร้อมเข้าสู่ระดับปริญญาตรีได้จริง
ไม่ได้พัฒนาแค่การสอน แต่พัฒนากระบวนการทำงานทั้งระบบ
นอกจากผลกับผู้เรียน โครงการยังช่วยให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการทำงานภายใน เช่น การจัดการสมัครเรียนที่สะดวกขึ้น ลดความซับซ้อนทั้งฝั่งผู้สมัครและเจ้าหน้าที่ รวมถึงการปรับปรุงการเรียนการสอนจากเสียงสะท้อนของผู้เรียน เช่น การแก้ปัญหาเรื่องเสียงในห้องเรียน เพื่อให้ทุกคนได้ยินชัดและมีประสบการณ์เรียนที่เท่าเทียมกันมากขึ้น
อีกส่วนที่สำคัญคือการสร้างแรงจูงใจให้ผู้สอน โดยมีการจัดสรรภาระงานสอนและค่าตอบแทนในลักษณะใกล้เคียงงานบริการวิชาการ ทำให้โครงการเดินต่อได้อย่างยั่งยืนและรักษาคุณภาพผู้สอนในระยะยาว
การตลาด 3 ช่องทาง และบทเรียนสำคัญเรื่อง “โรงเรียนเครือข่าย”
โครงการใช้แนวทางการสื่อสาร 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
- On-site ออกบูธตามงาน Roadshow ของมหาวิทยาลัย
- Online ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย
- โรงเรียนเครือข่าย (MOU) ลงพื้นที่สร้างความร่วมมือกับโรงเรียน
บทเรียนสำคัญคือ ช่องทางที่ได้ผลดีที่สุดคือ “โรงเรียนเครือข่าย” เพราะสามารถส่งผู้เรียนมาเป็นกลุ่มหรือเป็นห้อง ทำให้เกิดความต่อเนื่องและความผูกพันระหว่างโรงเรียนกับมหาวิทยาลัยมากขึ้น
โดยภาพรวม การพัฒนารายวิชาพื้นฐานแบบโมดูลในรูปแบบ OBEM ไม่ได้เป็นเพียงการปรับรูปแบบการเรียนการสอน แต่เป็นการสร้างกลไกใหม่ที่ช่วย ขยายโอกาสทางการศึกษา ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างเป็นระบบ เป็นสะพานเชื่อมที่ทำให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยก้าวเข้าสู่การเรียนระดับอุดมศึกษาได้มั่นใจขึ้น และพร้อมต่อการเติบโตในอนาคต
ผลงานนี้ได้รับรางวัลผลงานเชิงกลยุทธ์ยอดเยี่ยม
(Strategic Alignment Excellence Award)
ผู้ให้ข้อมูล : พินิจ รังสิติยากร
Series : Show&Share2026
ผู้เรียบเรียง : นางสาวสิริปรียา กันตะปีติ และ นางสาวอารยา ศรีบัวบาน
Categories
Hashtags