Panel Discussion เสวนาแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองด้านการจัดการเรียนการสอน
บนความชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอแง่มุมเกี่ยวกับเส้นทางสู่ "อาจารย์ต้นแบบ" โดยเป็นบทสนทนากับ 3 อาจารย์ผู้เปลี่ยนห้องเรียนให้มีชีวิต ซึ่งเรื่องราวและสาระจะเป็นอย่างไร เรียนเชิญท่านผู้อ่านเข้าเปิดรับมุมมองจากวิทยากรผู้เข้าร่วมเสวนาทั้ง 3 ท่าน ได้แก่
- รศ. ดร.สันติรัฐ นันสะอาง (อ.สันต์) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รางวัลอาจารย์ต้นแบบ ปี 2569 (Senior Fellow)
- รศ. ดร.ดวงฤดี โฆษิตกิตติวงศ์ ก้องกิจกุล (อ.ออย) คณะวิศวกรรมศาสตร์ รางวัลอาจารย์ต้นแบบ ปี 2568 (Senior Fellow)
- ผศ. ดร.ปกรณ์ สุปินานนท์ (อ.แก้ว) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รางวัลอาจารย์ต้นแบบ ปี 2566 (Senior Fellow)
- ผู้ดำเนินรายการ: รศ. ดร.กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ (อ.กุล) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี (Competent-KMUTT PSF)
จุดเริ่มต้น เส้นทางที่แตกต่างแต่มาบรรจบกัน
ทั้งสามท่านเดินทางมาสู่รั้ว มจธ. ด้วยเส้นทางที่หลากสาย
- รศ. ดร.สันติรัฐ จบปริญญาตรีครุศาสตร์อุตสาหการ และเริ่มเป็นอาจารย์ตั้งแต่จบปริญญาตรีทันทีในปี 2541 สอนวิชาโลหะวิทยาและเทคนิคการสอน
- รศ. ดร.ดวงฤดี จบวิศวกรรมโยธา เริ่มสอนพิเศษตั้งแต่ปี 2553 ระหว่างเรียนปริญญาเอก และบรรจุเป็นอาจารย์จริงในปี 2557
- ผศ. ดร.ปกรณ์ จบด้านหลักสูตรและการสอน แต่ก่อนหน้านั้นทำงานในภาคเอกชนดูแลงานฝึกอบรมพนักงานทั่วประเทศมาหลายปี ก่อนจะย้ายมาเป็นอาจารย์ที่คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมฯ เมื่อประมาณ 13 ปีก่อน
แม้เส้นทางจะต่างกัน แต่ทั้งสามท่านมีจุดร่วมเดียวกัน คือ "ล้มลุกคลุกคลาน" กว่าจะค้นพบแนวทางการสอนของตัวเอง
อ.สันต์ จาก "แก่น-กระพี้-เปลือก" สู่ครูผู้เรียนรู้จะยิ้ม
อ.สันต์เล่าว่า จุดเปลี่ยนเริ่มจากคำถามง่ายๆ สองข้อ คือทำไมต้องสอนเนื้อหาให้ครบทุกหัวข้อ และคำถามว่า active learning ที่กำลังเป็นกระแสนั้นดีจริงหรือไม่ เขาค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการหา "แก่น" ของวิชา แยกออกจาก "กระพี้" และ "เปลือก" แล้วเน้นสอนเฉพาะแก่นแท้ที่นักศึกษาต้องรู้จริงๆ เมื่อออกไปทำงาน
ในการสอน เขาใช้แนวทางที่เรียกว่า ABC — Activity, Become curious, Concept ให้นักศึกษาลงมือทำกิจกรรมก่อน เมื่อเกิดความสงสัยจึงค่อยอธิบายทฤษฎีตรงจุดที่พวกเขาอยากรู้ แทนที่จะบรรยายทั้งหมดตั้งแต่ต้น เขายังใช้สัญลักษณ์ เช่น การวางดอกไม้ไว้กลางวง เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงและลดบทบาทของตัวเองจากผู้ยืนหน้าห้องมานั่งล้อมวงกับนักศึกษา
จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการได้เข้ารับการอบรม "กระบวนกร" ร่วมกับเพื่อนอาจารย์หลายท่าน ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของการ "connect" กับผู้เรียน ถึงขั้นต้องฝึกยิ้มโดยเฉพาะ เพราะโดยธรรมชาติเป็นคนหน้านิ่ง ซึ่งเคยทำให้นักศึกษากลัว เขาสรุปแนวคิดที่ได้เรียนรู้เป็น "บาปสองประการ" ของการสอน ได้แก่ การสอนเนื้อหามากเกินไปจนนักศึกษารับไม่ไหว และการทำ active learning โดยไม่มีเป้าหมายชัดเจน
ในช่วงท้าย อ.สันต์ฝากข้อคิดถึงรุ่นน้องว่า เขามักบอกนักศึกษาเสมอว่า มจธ. (หรือที่เรียกกันว่า "บางมด") ไม่ต่างจาก MIT ของไทย และหัวใจสำคัญที่สุดในการสอนคือการทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าอาจารย์คือเพื่อนร่วมทาง ไม่ใช่เพียงผู้บรรยาย เมื่อนักศึกษาเชื่อมต่อกับอาจารย์ได้ ห้องเรียนจะกลายเป็นพื้นที่แห่งความสุข และช่วยลดอัตราการลาออกกลางคันได้จริง
อ.ออย: ผูกพันกับนักศึกษาผ่านความใกล้ชิดและการเติบโตที่มองเห็นได้
อ.ออยเล่าว่าโชคดีที่เริ่มสอนตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาเอก และได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์รุ่นพี่หลายท่าน โดยเฉพาะการได้ใกล้ชิดพูดคุยกับนักศึกษาอย่างเป็นกันเอง ทำให้เข้าใจว่านักศึกษายุคใหม่ต้องการอะไร ขณะเดียวกันก็ต้องปรับตัวกับข้อจำกัดของการสอนวิชาที่เน้นเนื้อหา (content-based) ในสายวิศวกรรม ซึ่งมีหัวข้อที่ต้องครอบคลุมแน่นในเวลาจำกัด ทำให้ต้องค่อยๆ หาจุดสมดุลระหว่างเนื้อหากับกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
เส้นทางสู่รางวัลของเธอก็ไม่ราบรื่น ปีแรกที่ได้รับการเสนอชื่อ เธอสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่านและรู้สึกท้อจนคิดจะไม่ลองอีก แต่ได้กำลังใจจากผู้บริหารและเพื่อนอาจารย์ให้ลองอีกครั้ง จนสำเร็จในปี 2568
จุดเด่นที่เธอนำมาเล่าในห้องสัมภาษณ์คือความผูกพันกับนักศึกษาที่สอนต่อเนื่องหลายปีในกลุ่มเดิม ทำให้เห็นพัฒนาการของพวกเขาตั้งแต่ปี 1 จนถึงปีสุดท้าย รวมถึงความใกล้ชิดกับเพื่อนอาจารย์ในภาควิชาที่ช่วยกันปรับปรุงการสอนอยู่เสมอ เธอมองว่าการเห็นความเติบโตของนักศึกษาอย่างต่อเนื่องนี่เองคือจุดเด่นที่ทำให้ มจธ. แตกต่างจากที่อื่น
อ.แก้ว: จากโลกฝึกอบรมสู่บทบาท "ครูโค้ช"
ก่อนมาเป็นอาจารย์ อ.แก้วทำงานด้านฝึกอบรมพนักงานในภาคเอกชนมาหลายปี และเกิดคำถามว่าเหตุใดบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังจึงยังต้องผ่านการฝึกอบรมใหม่อีกครั้งก่อนทำงานจริง คำถามนี้เองผลักดันให้เขาย้ายมาเป็นอาจารย์ เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการได้เรียนรู้แนวทาง "กระบวนกร" จากอาจารย์รุ่นพี่หลายท่าน ซึ่งเน้นการออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบและเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตัวเอง แทนที่จะรับฟังการบรรยายเพียงอย่างเดียว ต่อมาเขาได้นำเงินรางวัลจากตำแหน่งอาจารย์ต้นแบบไปศึกษาต่อด้าน "การโค้ช" เพิ่มเติม และผสมผสานทั้งสองแนวทางจนกลายเป็นจุดยืนเฉพาะตัวคือการเป็น "ครูโค้ช"
หลักคิดสำคัญที่เขาย้ำคือ ตราบใดที่ผู้เรียนยังไม่พร้อมหรือไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียน ต่อให้อาจารย์สอนเก่งเพียงใดก็ไม่เกิดผล ดังนั้นบทบาทของครูโค้ชคือการสร้างคำถามหรือสถานการณ์ที่กระตุ้นความอยากรู้ (engagement) ก่อน แล้วจึงใช้คำถามนำไปสู่ความตระหนักรู้ (awareness) แทนการบอกคำตอบทั้งหมด นอกจากนี้เขายังให้ความสำคัญกับการสอนเป็นทีม (team teaching) ซึ่งเขามองว่าเป็นจุดแข็งของระบบสนับสนุนการเรียนการสอนที่ มจธ. มีให้อาจารย์ ไม่ปล่อยให้ต่างคนต่างสอนตามลำพัง
ในช่วงท้าย อ.แก้วฝากแนวคิดว่า "ให้ความรักก่อนให้ความรู้" ไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่มีพื้นฐานจากประสาทวิทยา เมื่อผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยและเชื่อมโยงกับผู้สอนได้ สมองจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข ทั้งโดปามีน ออกซิโทซิน เซโรโทนิน และเอ็นโดรฟิน ซึ่งช่วยให้ห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้อย่างแท้จริง
จุดร่วมที่ทำให้ มจธ. แตกต่าง
แม้แนวทางการสอนของทั้งสามท่านจะไม่เหมือนกัน แต่มีเส้นด้ายเส้นเดียวกันที่ร้อยเรียงทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน นั่นคือ การเชื่อมโยง (connect) กับผู้เรียนอย่างจริงใจ การมองผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการไม่ได้เดินทางนี้เพียงลำพัง แต่มีเพื่อนอาจารย์ ผู้บริหาร และรุ่นพี่รุ่นน้องคอยสนับสนุนกันข้ามคณะโดยไม่มีพรมแดน ซึ่งผู้ดำเนินรายการ อ.กุล สรุปไว้ว่านี่เองคือความน่ารักของสังคม มจธ. ที่ทำให้อาจารย์แต่ละท่านเติบโตมาได้จนถึงวันที่ได้รับรางวัลอาจารย์ต้นแบบในที่สุด
สามารถรับชมการเสวนาฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้
สรุปและเรียบเรียงโดย นายฮานีฟ ไวยศิลป์
นักบรรณสารสนเทศ สำนักหอสมุด มจธ.
Categories
Hashtags