พระอัจฉริยภาพด้านการทูตและพระราชวิเทโศบายเปิดสยามสู่โลกในรัชกาลที่ 4
บทความนี้มุ่งศึกษาพระอัจฉริยภาพและพระราชวิเทโศบายด้านการทูตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ท่ามกลางบริบทวิกฤตการณ์การคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยวิเคราะห์ผ่านเนื้อหานิทรรศการ "เปิดสยามสู่โลก" ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า รัฐสยามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าด้วยกำลังทหารโดยหันมาใช้สันติวิธีและกุศโลบายการผ่อนปรนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาเอกราชของชาติ พลวัตทางการทูตที่สำคัญแบ่งออกเป็นสามมิติหลัก ได้แก่ มิติทางวัฒนธรรม คือการปรับเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติและสัญลักษณ์ทางการทูตเพื่อสะท้อนความเป็น "อารยะ" ทัดเทียมตะวันตก มิติทางการสื่อสาร คือการใช้พระปรีชาสามารถด้านภาษาและวาทศิลป์เพื่อเจรจาสร้างมิตรภาพกับผู้นำต่างชาติโดยตรง และมิติทางเศรษฐกิจการเมือง คือการเปิดรับระบบการค้าเสรีผ่านสนธิสัญญาเบาว์ริง ควบคู่ไปกับการบริหารเครือข่ายทางการทูตด้วยการแต่งตั้งชาวต่างชาติผู้ทรงอิทธิพลให้เป็นกงสุลสยามประจำต่างประเทศ การศึกษานี้สรุปได้ว่า พระราชกรณียกิจด้านการทูตในสมัยรัชกาลที่ 4 มิใช่เพียงการประนีประนอม แต่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดในการผสานค่านิยมสากลเข้ากับอัตลักษณ์ของชาติ นำพาสยามก้าวเข้าสู่ประชาคมโลกและรักษาสถานะรัฐเอกราชไว้ได้อย่างสง่างาม
ในห้วงเวลาที่กระแสลัทธิจักรวรรดินิยมของมหาอำนาจตะวันตกกำลังแผ่ขยายอิทธิพลและบีบคั้นเข้ามาจากทุกด้าน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงตระหนักดีว่าการต่อต้านด้วยกำลังทหารย่อมไม่เป็นผลดี พระองค์จึงทรงเลือกใช้กลยุทธ์ "การผ่อนปรนเพื่อรักษาความอยู่รอดของบ้านเมือง" ผ่านพระอัจฉริยภาพด้านการเจรจาและการทูตเชิงรุก ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. การปรับเปลี่ยนธรรมเนียมเพื่อแสดงความเป็น "อารยะ"
พระองค์ทรงใช้กุศโลบายทางวัฒนธรรมเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของสยามในสายตาชาวตะวันตก โดยทรงเปิดรับอารยธรรมตะวันตกและปรับเปลี่ยนประเพณีดั้งเดิมบางอย่างให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ได้แก่

(ภาพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เซอร์จอห์น เบาว์ริง อัครราชทูตอังกฤษ เข้าเฝ้า)
(ที่มา: ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ วาดโดย นคร หุราพันธ์ )
การปรับธรรมเนียมการเข้าเฝ้าฯ ทรงมีพระราชดำริให้ขุนนางสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้าฯ และทรงอนุญาตให้ทูตต่างชาติสามารถยืนเข้าเฝ้าฯ ในท้องพระโรงได้ ซึ่งเป็นการทลายกำแพงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและแสดงออกถึงความเป็นอารยประเทศ

(ภาพ กระบวนเสด็จรัชกาลที่ 4 ไปยังวัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม)
การเข้าถึงประชาชน ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราษฎรเข้าเฝ้าฯ ชมพระบารมีได้อย่างใกล้ชิด
(ภาพ เครื่องราชบรรณาการของรัชกาลที่ 4 ในฝรั่งเศส เช่น พระมหามงกุฏ พระธำมะรงค์นพรัตนและตลับทองคำสำหรับบรรจุ )
การแลกเปลี่ยนเครื่องราชบรรณาการ ทรงฟื้นฟูธรรมเนียมการส่งคณะราชทูตและแลกเปลี่ยนเครื่องมงคลบรรณาการไปยังราชสำนักอังกฤษและฝรั่งเศส โดยทรงคัดเลือกสิ่งของที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาและศิลปกรรมชั้นสูงของสยาม เพื่อประกาศให้โลกรับรู้ถึงความมั่งคั่งทางวัฒนธรรม
2.พระอัจฉริยภาพด้านภาษาและวาทศิลป์
การสื่อสารโดยตรงกับผู้นำต่างชาติ ทรงมีความแตกฉานในภาษาอังกฤษ ทำให้สามารถทรงพระราชหัตถเลขาถึงผู้นำและนักการทูตชาติตะวันตกได้ด้วยพระองค์เอง การสื่อสารโดยไม่ต้องผ่านล่ามช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
การใช้จิตวิทยาทางการทูต ก่อนการเจรจาสนธิสัญญา พระองค์ทรงส่งจดหมายส่วนพระองค์ถึง เซอร์ จอห์น เบาว์ริง โดยทรงใช้ถ้อยคำที่แสดงถึงความจริงใจและเรียกอีกฝ่ายว่าเป็นเพื่อนรักซึ่งเป็นการใช้ไมตรีจิตเพื่อลดความแข็งกร้าวของมหาอำนาจ และทรงเรียกร้องให้สยามได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
3. ยุทธศาสตร์การทำสนธิสัญญาและการค้าเสรี

(ภาพภาพ: ปกด้านหน้าของ สนธิสัญญาเบาว์ริง พร้อมตราพระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4)
(ที่มา: The Nation Archives, UK )
การเผชิญหน้ากับข้อเรียกร้องทางการค้า นำไปสู่การลงนามใน "สนธิสัญญาเบาว์ริง" กับประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2398 แม้สยามจะต้องยอมเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและยกเลิกระบบผูกขาดทางการค้า แต่ในระดับมหภาค นี่คือยุทธศาสตร์ "ยอมผ่อนปรนเพื่อรักษาเอกราช" ที่ทำให้สยามรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมด้วยกำลังทหาร นอกจากนี้ ยังทรงใช้สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นบรรทัดฐานในการทำสัญญากับมหาอำนาจชาติอื่น ๆ เพื่อสร้างสมดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ไม่ให้มีชาติใดชาติหนึ่งผูกขาดอิทธิพลในสยาม
4. การสร้างเครือข่ายตัวแทนทางการทูต (กงสุลสยาม)
ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล โดยทรงแต่งตั้งชาวต่างชาติผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายกว้างขวางให้มาดำรงตำแหน่งกงสุลสยามประจำต่างประเทศหลายแห่ง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ เช่น เซอร์ จอห์น เบาว์ริง อดีตผู้สำเร็จราชการฮ่องกงของอังกฤษ ผู้ซึ่งมาเจรจาสนธิสัญญากับสยาม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชทูตสยามประจำราชสำนักยุโรป และ ตัน กิม เจ็ง คหบดีชาวจีนฮกเกี้ยนซึ่งมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการค้าระหว่างสิงคโปร์และสยามในช่วงศตวรรษที่ 19 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ทำหน้หาที่เป็นตัวแทนทางการทูตของสยามประจำสิงคโปร์ เพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกด้านผลประโยชน์ทางการค้า
บทสรุป
พระราชกรณียกิจด้านการทูตในสมัยรัชกาลที่ 4 มิใช่เพียงการประนีประนอม แต่เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ชาญฉลาด ทั้งการปรับตัวรับวิทยาการสมัยใหม่ การใช้ภาษาและวาทศิลป์สร้างมิตรภาพ และการบริหารเครือข่ายทางการทูตระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้คือ "พระอัจฉริยภาพ" ที่นำพาสยามก้าวสู่เวทีโลกและรักษาสถานะรัฐเอกราชไว้ได้อย่างสง่างาม
Categories
Hashtags