ใช้ชีวิต วิถี Low Carbon: ทำง่าย ใกล้ตัวกว่าที่คิด
กระแสสังคมทุกวันนี้ คำว่า “Low Carbon” กลายเป็นศัพท์ที่บ้างก็คุ้น บ้างก็ไม่คุ้น แต่บางทีก็พอจะเห็นจากหน้าพาดหัวข่าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง หรือจากสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว แวดวงอาหาร หรือแม้แต่สินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต หลายคนอาจพลอยคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว คิดไปว่าคงเป็นเรื่องเฉพาะเหล่านักอนุรักษ์สุดโต่งหรือต้องเป็นองค์กรระดับประเทศเท่านั้นที่จะสามารถลดการใช้คาร์บอนได้ แต่อันที่จริงแล้ว วิถี Low Carbon คือการใช้ชีวิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยวีเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน และทุกคนสามารถทำได้โดยไม่ไม่ต้องลงทุนอะไรให้มากความ
ว่ากันที่ Low Carbon
ไม่สามารถปฏิเสธกันได้ลงคอ ว่าสภาพอากาศทุกวันนี้ดูจะเปลี่ยนผันรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ฝนตกหนักไม่เป็นฤดูกาล พายุโหมกระหน่ำรุนแรง หรือเกิดภัยแล้วนานกว่าปกติ ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับการใช้พลังงานทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ การลดคารบอนจึงไม่ใช่เพียงการ “รักษ์โลก” แบบโรแมนติก หากแต่เป็นการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของเราเองทั้งนั้น
ตัวอย่างก็เช่น อากาศร้อนจัดเป็นผลทำให้ค่าไฟสูงขึ้น ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลต่อปอดและหัวใจ อาหารขาดแคลนจากภัยแล้งหรืออากาศแปรปรวน ดังที่กล่าวมา การใช้ชีวิตแบบ Low Carbon จึงเป็นการดูแลสุขภาพ ดูและกระเป๋าสตางค์ และดูแลอนาคตลูกหลานไปพร้อมๆ ในเวลาเดียวกัน
จึงมีการคาดการณ์เอาไว้ว่า “ในปี 2050 จะมีคนกว่า 6,200 ล้านคน เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองกันมากขึ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 70% ของประชากรโลกทั้งหมด และจะทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้นถึง 70% ของการปล่อยก๊าซ” จากการคาดการณ์ดังกล่าว เป็นจุดบ่งชี้ว่า หากเราไม่คิดจะทำอะไรเลย ในอีกแค่ 20 กว่าปีข้างหน้า ภาวะโลกร้อนจะยิ่งทวีความรุนแรงจนส่งผลให้ประชากรในเมืองได้รับความเสี่ยงจากภัยพิบัติมากยิ่งขึ้น
Low Carbon เริ่มต้นได้ที่บ้านเราเอง
สังคมที่ทุกคนและทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือลดการปล่อยคาร์บอนในกิจกรมต่างๆ อย่างจริงจังและได้ผล พร้อมกับสร้างคุณภาพชีวิตทีดี รักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข เริ่มได้ไม่ยากนัก อย่างเช่น
1. จัดการพลังงานให้ฉลาดขึ้น : การใช้ไฟฟ้าอยางมีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญของวิธี Low Carbon ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์แพงๆ ก็สามารถเริ่มได้ทันที อย่างการปิดไฟ ปิดแอร์ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ได้ใช้งาน การตั้งค่าแอร์ที่ 26 องศา หรือเปิดโหมดประหยัดพลังงาน เปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติแทนเปิดแอร์ตลอดวัน เป็นต้น การลดการใช้ไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยต่อวัน รวมกันทั้งปีจะสามารถลดคาร์บอนได้มากกว่าที่คิด และยังช่วยลกค่าไฟมหาศาล
2. กินแบบลดคาร์บอน : อ่านหัวข้อนี้ปุ๊บ งงปั๊บ! ว่าการกินจะลดคาร์บอนกันได้ด้วยหรือ? ว่ากันคือ เรื่องอาหารการกินนั้น เกี่ยวโยงกับคาร์บอนมากกว่าที่เราคิด เพราะอาหารหลายชนิดต้องใช้พลังงานมากในการผลิตหรือขนส่ง วิธีง่ายๆ คือ กินผัก-ผลไม้ หรืออาหารที่ผลิดในท้องถิ่น เลือกกินเนื้อสัตว์อย่างพอดี เพราะสัตว์บาวชนิดมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูง เลือกกินอาหารตามฤดูกาล เพราะใช้พลังงานในการปลูกน้อยกว่า โดยฌพาะย่างยิ่งคือลดอาหารเหลือทิ้ง เพราะขยะอาหารจะปล่อยก๊าซมีเทนในกหลุมฝังกลบ
ไม่ต้องเปลี่ยนไปกินมังสวิรัติอย่างสิ้นเชิงครับ แค่ เพิ่มสัดส่วนอาหารพืช และกินอย่างพดี ก็ช่วยลดคาร์บอนลงไปได้มาก
3. เดิน-ปั่น-รถสาธารณะ ถ้าเลือกได้
การเดินทาง คือหนึ่งในกิจการงานที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุด การปรับเล็กผสมน้อยย่อมช่วยได้มาก เช่น ถ้าทำงานใกล้มากๆ การเดิน หรือปั่นจักรยานแทนการใช้รถ ก็นับว่าเหมาะสม บางทีอาจใช้รถโดยสาร รถไฟฟ้า แทนการขับรถคนเดียว หรือถ้าต้องใช้รถจริงๆ รู้จักใครไปทางเดียวกันเมาร่วมกันไปก็ดีนะครับ หรือแม้แต่การดูแลรถให้พร้อมใช้งาน อย่างการเติมลมยางให้เหมาะสม ก็ช่วยประหยัดน้ำมันได้
และบางทีอยากจะซื้อรถใหม่ ลองพิจารณารถไฮบริด หรือระบบไฟฟ้าก็นับว่าน่าจับตามองครับ
4. ใช้ซ้ำ-ลดใช้-เลือกสิ่งที่ยั่งยืน
ของทุกชิ้นที่เราซื้อ ล้วนมีคาร์บอนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะการผลิต การขนส่ง หรือการกำจัดท้ายที่สุด ดังนั้น การพกแก้ว พกถุงผ้า ใช้กล่องอาหารแทนโฟม ลองซ่อมของก่อนจะซื้อใหม่ หันมาเลือกสินค้าที่ทนทาน ใช้นาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย หรือลองเลือกดูบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ง่าย ซึ่งถ้าเราลดของที่ซื้อสัก 10 ชิ้นต่อเดือน (ถ้าทำได้นะครับ) เราก็ลดคาร์บอนระหว่างทางของสิ่งเหล่านั้นได้เยอะเลยครับ
กล่าวคือ Low Carbon ก็คือการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดและใส่ใจ วิถี Low Carbon ไม่ได้หมายถึงการเสียสละอย่างหนักหน่วง แต่หมายถึงการใช้ชีวิตแบบประหยัดพลังงานมากขึ้น กินอย่างมีสติ เดินทางอย่างยั่งยืน ลดของใช้ฟุ่มเฟือย คิดก่อนซื้อ และมองการณ์ไกล
เหล่านี้ ทำให้เรามีชีวิตที่ประหยัดขึ้น สุขภาพดีขึ้น และอยู่ในสภาพแวดล้มที่ดีขึ้น ไปพร้อมๆกัน โลกได้รับประโยชน์ และเราเองก็มีผลดีเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
Reference
1 : นุสรา จริยะสกุลโรจน์. (20 กรกฎาคม 2566). สังคมคาร์บอนต่ำ ลดโลกร้อนอย่างยั่งยืน. Petromat. สังคมคาร์บอนต่ำ ลดโลกร้อนอย่างยั่งยืน – PETROMAT
2 : Happylife. (ม.ป.ป.). เที่ยวแบบวิถี Low Carbon ชิลกับการสร้างสุขที่ยั่งยืนได้. เที่ยววิถี Low Carbon ก็ชิลได้กับการสร้างสุขที่ยั่งยืน
Categories
Hashtags