ตั้งแต่สมัยผมเรียนปริญญาตรี ที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดการเรียนปริญญาตรี ผมได้ทำอะไรต่าง ๆ มากมาย ผมมีประสบการณ์ทำงานในบริษัทสายเทคต่าง ๆ และเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่คณะเดิมในสายงานเดิม
สิ่งที่ทำให้ผมเลือกต่อปริญญาโทคือความคิดที่ว่าศาสตร์นี้จะไปได้ไกลที่สุดแค่ไหน
ผมยังจำสิ่งที่อาจารย์สอนไว้ว่า ปริญญาตรีสอนให้รู้กว้าง และปริญญาโทสอนให้รู้ลึก
ผมเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผมเก็บเกี่ยวมา มันทำให้ผมมีความรู้ที่กว้าง และลึกในระดับนึงผมจึงเลือกศึกษาต่อปริญญาโท เพื่อพิสูจน์และสร้างเครื่องยืนยันให้กับตนเองว่า ผมรู้ลึกพอแล้ว ยอมรับตรง ๆ ตลอดเวลา 4 ปีเต็มในปริญญาตรีที่มจธ. ผมไม่เคยเข้าห้องสมุด แม้ตึกจะอยู่ติดกับคณะผมเลยก็ตาม
ผมหาคำตอบให้กับทุกคำถามได้จากกูเกิ้ล ผมหาทุกบัคเจอ จากการสืบคันใน Stackoverflow (เด็ก ๆ ยุคนี้ยังใช้กันอยู่มั้ยนะ) ผมไม่มีความจำเป็นต้องเปิดหนังสือเลยซักหน้าตอนเรียน เพราะอาจารย์ให้สไลด์และสอนมาพอแล้ว คำตอบไม่เคยเกินไปจากตรงนั้น หนึ่งเครื่องตอบโจทย์ทุกคำถามของผม
จนกระทั่งการเรียนปริญญาโทเริ่มขึ้น ทุกอย่างพลิก
อาจารย์ถามหาหัวข้อที่ผมเสนอหัวเรื่องวิจัยที่คิดไปกี่ครั้ง ก็ได้แต่คำตอบกลับมาว่า เคยมีคนทำแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ ยังไม่สร้างสรรค์ หรือมันไม่พ้นไปจากองค์ความรู้ในยุคปริญญาตรีเลย... ผมเริ่มเครียดกับหัวข้อ
สิ่งที่ผมสังเกตุได้จากโต๊ะที่ว่างเปล่าของผมที่มีคอมหนึ่งเครื่อง กับโต๊ะข้าง ๆ ของน้องในแลปคือ น้องมีตำรา พื้นฐาน ของสิ่งที่ตัวเองกำลังทำกองอยู่ประมาณ 8 เล่ม
ผมสงสัยว่าทำไม พื้นฐานเหล่านั้นคือสิ่งที่เราเรียนไปแล้ว เรารู้อยู่แล้วทั้งนั้น
จะหา Citation หรืออะไรใหม่ ๆ ไปหาอ่านใน Scopus, IEEE หรือเว็บตีพิมพ์วารสารวิชาการไม่ดีและง่ายกว่าเหรอ สิทธิ์นักศึกษาของพวกเราก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดและเข้าไปอ่านได้ฟรีอยู่แล้ว ผมสงสัยจนอดถามไม่ได้
“แล้วพี่รู้มากพอที่จะหาแกปของมันเจอมั้ย” น้องตอบ
ผมงง เหมือนความมั่นใจในชีวิตถูกทำลายไปบางส่วน
และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเลือกเดินเข้าห้องสมุด ไม่ใช่เพื่อเข้าไปหาหนังสือมาอ่านประดับความรู้ ผมเข้าไปเพื่อท้าทาย ว่าสิ่งที่ผมเชื่อมั่นว่าผมรู้ ผมรู้มันจริง ๆ
ผมใช้เวลาหาหนังสือจากระบบ และเดินหาหนังสือที่น่าสนใจทั้งชั้น 3 - 4 ผมเลือกหยิบหนังสือเกี่ยวกับ Infrastructure ขึ้นมาเล่มนึง หาไม่ยากมาก ศาสตร์นี้ผมเชื่อว่าผมรู้จักมันมากพอสมควร มากพอที่จะตอบทุกคำถามของมันได้ และผมจะวิจัยเกี่ยวกับสิ่งนี้
ผมกางมันขึ้นมา เปิดอ่าน ค้นพบว่า ผมรู้จักมันแค่ 70% ผมตอบคำถามที่เป็นสารตั้งต้นของสิ่งที่ผมทำเป็นอยู่แล้วไม่ได้
สิ่งที่ผมพลาดไปคือทฤษฎี
ผมเน้นการปฎิบัติและทดลองมาตลอด ทฤษฎี ที่มาเป็นสิ่งที่ผมจะปล่อยปะมันไปเสมอ โดยที่ผมไม่รู้ตัว และมองข้ามมันบ่อยครั้ง
และผมเพิ่งได้รู้ตัว ว่าสิ่งที่ผมเคยคิดว่ารู้จริง ผมรู้ไม่เท่าคนที่เขียนตำรานี้ขึ้นมา และการที่ผมจะวิจัยอะไรซักเรื่อง อย่างน้อยใน Spectrum ที่เล็กที่สุดของเรื่องนี้ ผมควรรู้มากกว่าคนเขียนเล่มนี้ และผมในฐานะนักศึกษาปริญญาโทที่กำลังศึกษาเรื่องนี้ ผมควรคิดอะไรที่สร้างสรรค์ขึ้นมา สร้างสรรค์ และ ต่อยอดจากสิ่งที่เขาทำ หรือไม่ก็พิสูจน์ว่าเขาผิด
สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้คือ การจะสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา พื้นฐาน ถือเป็นสิ่งที่โคตรสำคัญ
ผมแพ้ให้อีโก้ตัวเอง และหยิบหนังสือกลับมา 3 เล่ม รวมถึงไปคุ้ยหาวิทยานิพนธ์จากรุ่นพี่ในคณะ และ OPAC ดูว่าพวกเขาทำอะไรไปแล้วบ้าง และแนวทางการทำจนสำเร็จมันเป็นยังไง
พอมาตั้งใจหาดี ๆ ที่นี่หนังสือและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ มีเยอะกว่าที่ผมคิด หนังสือที่ผมเคยอยากอ่านมากตอนเด็ก ๆ จำกัดฟันซื้อมาในราคา 1,800 บาท ที่นี่ก็มีให้ผมครอบครองฟรี ๆ (ถึงจะแค่ชั่วคราว) แต่มันก็ยาวนานพอให้ผมเอาสิ่งสำคัญที่สุด คือความรู้ ออกมาจากหน้ากระดาษและประดับใส่หัวผมได้
บริการก็ง่ายกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้ ผมติดภาพห้องสมุดที่เก่า ๆ ที่เทคโนโลยียังไม่อัปเดต ที่นี่ไม่ใช่แบบนั้น ทุกอย่างง่าย ระบบการยืมคืน ทันสมัยดีและซัพพอร์ตความต้องการผมได้พอสมควร ผมไม่ต้องแบกหนังสือไปต่ออายุ แต่สามารถทำเรื่องต่ออายุการใช้งานได้เลย ถือว่าเป็นความสะดวกสบายของผม
ถึงผมจะไม่ได้ใช้บริการอะไรของห้องสมุดมากมายนัก แต่สิ่งสำคัญคือ ที่นี่ให้ในสิ่งที่ผมต้องการได้ ทำให้ผมติดกระดุมเม็ดที่เคยผิดให้ถูกได้ เท่านั้นถือว่าเพียงพอสำหรับผม
ผมเหมือนพลาดอะไรดี ๆ ไป 4 ปี และเพิ่งมารู้จักมันจริง ๆ ในตอนปริญญาโทเข้าไปแล้ว
แต่ผมรู้สึกว่าอะไรง่าย ๆ แบบนี้มันช่วยผมได้มากจริง ๆ
ผมเริ่มต้นใหม่กับงายวิจัย โดยการเอาตำรามากาง และนั่งหาจุดสนใจ เพื่อนำไปศึกษาต่อ
หวังว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้ จะมีน้องซักคนที่หางานของผมเจอ ไม่ในเว็บไซต์รวบรวมวิทยานิพนธ์จบ ก็เป็นเล่มของผมที่อยู่ซักที่ในห้องสมุดนะครับ หวังว่ามันจะมีประโยชน์ในอนาคตสำหรับใครบางคนที่ค้นหามัน
ตอนนี้ ผมได้หัวข้อวิจัยของผมแล้วครับ ;)
Categories
Hashtags