ท่ามกลางช่วงปิดภาคเรียน ระหว่างวันที่ 20 - 29 ธันวาคม 2568 ปลายทางของนักศึกษากลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่ท่องเที่ยว หากแต่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กกลางพื้นที่ชนบท ณ โรงเรียนบ้านซับศรีจันทร์ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ที่ซึ่ง “ค่ายอาสาพัฒนาชนบท” ไม่ได้เป็นเพียงการไปช่วยเหลือ หากคือกระบวนการเรียนรู้เชิงระบบ ที่หลอมรวมศาสตร์จากห้องเรียนเข้ากับโจทย์จริงของชุมชน จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้ทุกก้าวของค่ายถูกออกแบบอย่างมีเหตุผล และนำไปสู่ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การสำรวจพื้นที่

จุดเริ่มต้นจากการสำรวจ ไม่ใช่การลงมือทันที กระบวนการของค่ายอาสาพัฒนาชนบทไม่ได้เริ่มต้นที่การก่อสร้าง แต่เริ่มจากการ “ฟัง” ทีมงานนักศึกษาลงพื้นที่สำรวจร่วมกับครูและผู้นำชุมชน ตั้งแต่สภาพอาคาร ความจำเป็นเร่งด่วน ไปจนถึงศักยภาพในการดูแลรักษาหลังค่ายจบลง การเลือกโรงเรียนเป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ขาดแคลน แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ “พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน” การวางแผนงบประมาณกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นบาท ถูกคำนวณอย่างรอบคอบ ภายใต้ข้อจำกัดทรัพยากร นักศึกษาต้องคิดทั้งความคุ้มค่า ความยั่งยืน และอายุการใช้งานของโครงสร้าง เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์แปรเปลี่ยนเป็นประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียนและชุมชน
"วิชาการไม่หยุดอยู่ในตำรา"
เมื่อถึงขั้นลงมือจริง ห้องเรียนก็ขยายออกมาสู่พื้นที่กลางแจ้ง ความรู้พื้นฐานทางวิศวกรรมโยธา ถูกนำมาใช้ในการออกแบบและก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ ตั้งแต่การวัดระดับ การเลือกโครงสร้างที่เหมาะสมกับพื้นที่ ไปจนถึงการคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งาน นักศึกษาสายเครื่องมือและวัสดุ นำองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์มาใช้เลือกอุปกรณ์ เครื่องมือ และวัสดุก่อสร้างที่เหมาะกับงบประมาณและสภาพแวดล้อม ขณะที่ความรู้เรื่องสีและจิตวิทยาการเรียนรู้ ถูกถ่ายทอดสู่การออกแบบสนามเด็กเล่นและพื้นที่เรียนรู้แบบ Brain-Based Learning (BBL) เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็กเล็กอย่างเหมาะสม ทั้งหมดนี้ทำให้งานก่อสร้างไม่ใช่เพียง “การสร้างสิ่งปลูกสร้าง” แต่คือการประยุกต์ใช้วิชาชีพอย่างมีความหมาย


"ค่ายอาสาในฐานะเวทีฝึกทักษะชีวิต"
ตลอดระยะเวลากว่า 10 วัน นักศึกษากว่า 60 คน ต้องทำงานร่วมกันภายใต้ความหลากหลายของคณะ ชั้นปี และบทบาทหน้าที่ ความเหนื่อยล้า ความเห็นต่าง และข้อจำกัดด้านเวลา กลายเป็นบททดสอบสำคัญของการทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำไม่ได้เกิดจากตำแหน่ง แต่เกิดจากการรับฟัง การปรับตัว และการยอมเสียสละเพื่อเป้าหมายร่วมกัน หลายคนได้เรียนรู้การสื่อสารกับชุมชน การจัดการความขัดแย้ง การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงการเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้อื่น ทักษะที่ไม่มีสอนตรง ๆ ในห้องเรียน แต่จำเป็นต่อโลกการทำงานจริง


"อัตลักษณ์ มจธ. ที่จับต้องได้"
ค่ายอาสาพัฒนาชนบทครั้งนี้ สะท้อนอัตลักษณ์นักศึกษา มจธ. อย่างชัดเจน
ทั้งในมิติของ Professional Skill ที่นำความรู้ไปใช้จริง
KMUTT’s Citizenship ที่ยึดหลักคุณธรรม ความรับผิดชอบ และการทำเพื่อสังคม รวมถึงแนวคิด Sustainability และ SDGs โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือ (Goal 17) และการยกระดับคุณภาพการศึกษา (Goal 4)
สิ่งปลูกสร้างอาจคงอยู่เป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่ฝังลึกยิ่งกว่าคือ “กรอบความคิด” ของนักศึกษาที่ได้เรียนรู้ว่าการพัฒนา ไม่ใช่การเข้าไปเปลี่ยนชุมชน แต่คือการเติบโตไปพร้อมกันอย่างเคารพและเข้าใจ
"มากกว่าค่ายอาสา คือการสร้างนักพัฒนา"
เมื่อค่ายสิ้นสุดลง นักศึกษาเดินทางกลับพร้อมคราบปูน เหงื่อ และรอยยิ้ม แต่สิ่งที่ติดตัวกลับไปคือบทเรียนชีวิตที่ไม่อาจประเมินค่าได้
ค่ายอาสาพัฒนาชนบทจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ หากคือ “ห้องเรียนชีวิต” ที่หล่อหลอมให้นักศึกษา มจธ. ก้าวจากผู้เรียนรู้ สู่ผู้ลงมือทำ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต

Categories
Hashtags